Get Narabodee Chunpadung 2561/04/03 15:35
Thumb lg 98001db5 3243 4652 8882 339a81aa79af

10สถานที่ท่องเที่ยวในไทยที่สวยที่สุด

3322 Spice


1. อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน

ที่ตั้งและแผนที่
สถานที่ติดต่อ : 93 หมู่ที่ 5 ตำบลลำแก่น อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา 82210

โทรศัพท์ : 076-453272
โทรสาร : 076-453273

อีเมล: np_similan@hotmail.com

หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ : นายรวมศิลป์ มานะจงประเสริฐ

อัตราค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติ
ชาวไทย : ผู้ใหญ่ 100 บาท เด็ก 50 บาท
ชาวต่างชาติ : ผู้ใหญ่ 500 บาท เด็ก 300 บาท

หมายเหตุ เมื่อชำระค่าบริการเข้าอุทยานแห่งชาติแล้วกรุณาพกบัตรค่าบริการติดตัว ขณะท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเพื่อการตรวจสอบ

ร้านค้าสวัสดิการ
ร้านค้าสวัสดิการ (ร้านอาหาร) เปิดให้บริการทุกวันเวลา เช้า 07.30 น. - 09.00 น.
เที่ยง 11.00 น. - 14.30 น.
เย็น 18.30 น. - 20.00 น.
ร้านค้าสวัสดิการ ของที่ระลึก ( น้ำดื่ม กาแฟ ขนม ) เปิดให้บริการทุกวันเวลา 07.00 น. - 20.00 น.

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 8 องศา 28ลิปดาถึง 9 องศา 15 ลิปดาเหนือ ตัดกับลองติจูดที่ 97 องศา ถึง 97 องศา 50 ลิปดาตะวันออก ในทะเลอันดามัน มหาสมุทรอินเดีย ที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อยู่ห่างจากท่าเทียบเรือทับละมุ อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา ประมาณ 70 กิโลเมตร และห่างจากท่าเทียบเรือหาดป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต ประมาณ 90 กิโลเมตร เกาะเมียงหรือเกาะสี่เป็นที่ตั้ง

“สิมิลัน” เป็นภาษายาวี หรือมลายู แปลว่า “เก้า” จึงมีชื่อเรียกกันว่า หมู่เกาะสิมิลัน หรือเกาะเก้า ประกอบไปด้วยเกาะใหญ่น้อย 9 เกาะด้วยกัน เกาะทั้งเก้าเรียงตัวตามแนวทิศเหนือไปทิศใต้ ได้แก่ เกาะบอน เกาะบางู เกาะสิมิลัน เกาะปายู เกาะห้า เกาะเมียง เกาะปาหยัน เกาะปายัง และเกาะหูยง

หมู่เกาะสิมิลัน ได้รับการประกาศจัดตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศไทย ลำดับที่ 43 ในปี พ.ศ. 2525 มีขนาดพื้นที่ 128 ตารางกิโลเมตร (80,000 ไร่) และในปี 2541 ได้ผนวกพื้นที่บริเวณ “เกาะตาชัย” เพิ่มอีก 12 ตารางกิโลเมตร เข้าเป็นอุทยานแห่งชาติครอบคลุมพื้นที่เกาะและห้วงน้ำทะเลรอบเกาะที่มีปะการังสมบูรณ์ ในท้องที่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา รวมเป็นเนื้อที่ประมาณ 140 ตารางกิโลเมตร (87,500 ไร่) พื้นที่เกาะซึ่งเป็นที่ดินมีประมาณ 26 ตารางกิโลเมตร (16,250 ไร่) ชายฝั่งทะเลในหมู่เกาะสิมิลัน เป็นส่วนภาคตะวันออกของทะเลอันดามัน ในมหาสมุทรอินเดียที่มีการลดตัวลงของพื้นทะเล(SUBMERGENT SHORELINE) จึงมีการกัดเซาะพังทลายโดยมีน้ำทะเลเป็นตัวกระทำอย่างรุนแรงทำให้บริเวณเกาะทั้ง 9 เกาะ เกิดเป็นลักษณะภูมิประเทศที่แปลกตา มีรูปร่างต่างๆ อันเป็นผลจากขบวนการกัดเซาะ สำหรับหินที่พบในหมู่เกาะสิมิลัน ทั้ง 9 เกาะ เป็นหินอัคนีชนิด granite อายุของหินนี้อยู่ระหว่างยุค Tertiary – cretaceous ประมาณ 65 ล้านปีที่ผ่านมา

ขนาดพื้นที่
87500.00 ไร่

2.น้ำตกเอราวัณ

น้ำตกเอราวัณ เป็นน้ำตกที่ใหญ่และสวยงาม บนฝั่งแม่น้ำแควใหญ่ ตั้งอยู่ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี แบ่งออกเป็นชั้นๆ ได้ 7 ชั้น เป็นน้ำตก ขนาดใหญ่เดิมมีชื่อว่า น้ำตกสะด่องม่องลาย ตามชื่อลำห้วยม่องล่ายซึ่งเป็นต้นน้ำของน้ำตกที่เกิดจากยอดเขา ตาม่องล่ายในเทือกเขาสลอบ สายน้ำจะไหล มาตามชั้นหินเป็นระยะทาง ประมาณ 1,500 เมตร แบ่งออกเป็นชั้นใหญ่ๆได้ 7 ชั้น แต่ละชั้นมีความสวยงามร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพันธุ์
น้ำตกมีน้ำใสแจ๋วมองเห็นตัวปลาแหวกว่ายไปมาใต้ผืนน้ำที่สะท้อนแสงเป็นสีฟ้าอมเขียวมรกตคล้ายน้ำใน สระว่ายน้ำ ที่เป็นเช่นนั้น เนื่องมาจากลักษณะของ ภูเขาในอุทยานฯเอราวัณ เป็นเป็นเทือกเขาหินปูนที่เกิดจาก การทับถมของเปลือกหอย ปู หรือปะการัง ดังนั้นน้ำตกเอราวัณ ที่ไหลมาจากเทือกเขาหินปูนจึง มีสารละลายของแคลเซียมคาร์บอเนต เจือปนอยู่ ซึ่งแคลเซียมคาร์บอเนต ตกตะกอนในบริเวณ ที่มีน้ำไหลช้าหรือเป็นแอ่งน้ำ ทำให้ชั้นน้ำตกมีคราบหินปูน ก่อตัว และหินปูนนี้สามารถละลายน้ำได้ดี เมื่ออยู่ในรูปของสารละลายก็สามารถตกตะกอนได้ น้ำตกหินปูนจึงมีน้ำใสในตอนบน และมีการตกตะกอนขุ่น ในช่วงล่างของธารน้ำ เมื่อแสงส่องลงมาจะทำให้สะท้อนเป็นสีฟ้าหรือสีเขียวมรกตสวยงามมาก
น้ำตกชั้นแรกมีชื่อว่าไหลคืนรัง" ชั้นที่ 2 ชื่อ "วังมัจฉา" ชั้นที่ 3 "ผาน้ำตก" ชั้นที่ 4"อกผีเสื้อ" ชั้นที่ 5 "เบื่อไม่ลง" ชั้นที่ 6 " ดงพฤกษา" และชั้นสุดท้ายชื่อว่า "ภูผาเอราวัณ"โดยน้ำตกแต่ละชั้นไม่ใช่มีแค่ชื่อที่ไม่เหมือนกันเท่านั้น แต่น้ำตกแต่ละชั้นก็มีความ สวยงามที่ แตกต่างกันออกไป สำหรับท่านที่ต้องการเยี่ยมชมน้ำตกทั้ง 7 ชั้นจาก ต้องใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงในการขึ้น - ลง
น้ำตกชั้นแรกเป็นน้ำตกที่มีปลาอาศัยอยู่เยอะก็เป็นได้ ซึ่งปลาเหล่านี้คือ "ปลาพลวง" เป็นปลาน้ำจืดใน ตระกูลปลาตะเพียน ลำตัว สีน้ำตาลเขียว เกล็ดโต มีหนวดยาว 2 คู่ ตรงจงอยปาก และ มุมปาก ชอบอาศัยบริเวณธารน้ำตก ลำห้วย หรือธารน้ำที่ใสสะอาด มีพื้นเป็นกรวดหรือทราย ชั้นนี้มีสีของน้ำมี 2 สีอย่างเห็นได้ชัด คือน้ำสีฟ้าเขียวและน้ำใสๆตามปกติ ซึ่งปลาพลวงชอบอาศัยอยู่ใน น้ำใสมากกว่า นอกจากนี้ที่น้ำตกชั้น 2 ยังมีความสวยงามของม่านน้ำตก ที่เบื้องหลังสายน้ำตกที่ตกลงมากระเซ็นเป็นฝอยนั้นมี ผาลึกเข้าไปเล็กน้อยโดยนักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปหลังม่านน้ำตกนี้ได้
น้ำตกชั้นที่ 3 มีน้ำตกตกลงมาจากผาชันดังชื่อของน้ำตกชั้นนี้ว่า"ผาน้ำตก" จากนั้นก็เดินข้ามสะพานไม้ถัดขึ้น ไปเป็นน้ำตกชั้นที่ 4 "อกผีเสื้อ" ที่มีชื่อเช่นนี้ก็คงเพราะรูปร่างของหินที่อยู่ในน้ำตกชั้นนี้ มองดูคล้ายอกของผู้หญิง หรือถ้าเป็นอกผีเสื้อก็คงเป็น อกผีเสื้อสมุทร ที่มีน้ำตกไหลครอบคลุมหินกลมมน ก้อนใหญ่ 2 ก้อนดูแล้วนิ่มนวลสวยงามมาก
นอกจากนี้ทางอุทยานฯได้จัดทำเส้นทางศึกษาธรรมชาติที่ทางอุทยานฯ ได้จัดเส้นทางไว้สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการ ศึกษาธรรมชาติ 2 เส้นทาง ใช้เวลาประมาณ 30 นาที คือ เส้นทางสายป่าดิบแล้งม่องไล่ - ระยะทาง 1,010 เมตร ลักษณะเป็นทางเดินเลียบลำห้วยม่องไล่ เริ่มจากสะพานค่ายพักไป บรรจบกับเส้นทาง ใน น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 3 เส้นทางเขาหินล้านปี - ระยะทาง 1,940 เมตร เริ่มจากลานจอดรถไปบรรจบกับเส้นทางสู่น้ำตกบริเวณ สะพานของ น้ำตกเอราวัณชั้นที่ 4
ค่าธรรมเนียมเข้าชม
อุทยานแห่งชาติเอราวัณ ต.ท่ากระดาน อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี เปิดเวลา 7.30-16.00 น.
- ค่าธรรมเนียมผู้ใหญ่ 40 บาท/คน เด็ก 20 บาท/คน
- รถกอล์ฟคิดค่าบริการเที่ยวละ 20 บาท/คน

3.ภูชีฟ้า

ภูชี้ฟ้า อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,628 เมตรโดยมีหน้าผาเป็นแนวยาวยื่นไปทางฝั่งประเทศลาว เป็นยอดเขาสูงที่สุดในเทือก เขาดอยผาหม่นด้านที่ติดสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ยอดภูชี้ฟ้ามีลักษณะเป็นผาที่มีแหลมยื่นขึ้นไปบนฟ้าจึงเรียกว่า ภูชี้ฟ้า โดยมองเห็นภูเขาชี้ขึ้นไปบนฟ้าที่มีลักษณะเป็นภูเขาสูงทำมุม 45 องศา ซึ่งด้านบนมีพื้นที่ราบให้เดินเที่ยวชมประมาณ 1 กิโลเมตร ด้านหน้าเป็นหน้าผาสูงมองเห็นหมู่บ้านเชียงตองในประเทศลาว มีจุดชมวิวยอดนิยมอยู่ 2 จุด คือบริเวณ ยอดภูและบริเวณ ลานก่อนถึงยอดซึ่งจะเห็นภูเขาชี้ได้อย่างชัดเจร ไฮไลต์สำคัญ ของการมาเที่ยวภูชี้ฟ้า คือ มาเฝ้ารอชมพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกสุด อลังการคลอภูขาที่สวยงาม ชมเอกลักษณ์ทางธรรมชาติ ที่ไม่มีใครเหมือนนั่นคือ ลักษณะภูเขาที่ชี้ไปบนฟ้า หากนักท่องเที่ยวเดินทาง มาในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม จะเป็นช่วงเวลา ที่ดอกเสี้ยวหรือ ชงโคป่าจะผลิดอกสีขาวบานสะพรั่งเต็มเชิงเขา หากมาเยือน ภูชี้ฟ้าในช่วงปีใหม่ยัง ได้ชม งานปีใหม่ที่ชาวม้งจะแต่งตัวม้งครบถ้วนทั้งหญิงและชาย จุดเด่นของงานคือ การโยนลูกช่วงหรือลูกหิน ระหว่างหนุ่ม - สาว
การเดินทางไปภูชี้ฟ้า
1. รถยนต์ส่วนตัว
- การเดินทางจากจังหวัดเชียงรายระยะทางประมาณ 108 กิโลเมตร โดยใช้เส้นทางเชียงราย - เทิง ระยะทาง 64 กิโลเมตร และจากเทิง - ปางค่า ระยะทาง 24 กิโลเมตร จากนั้นเป็นลูกรังถึงภูชี้ฟ้าระยะทาง 19 กิโลเมตร เช่นเดียวกับเส้นทางจาก อ. เทิง

- จากพะเยา ใช้เส้นทาง 1021 เทิง - เชียงคำ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ก่อนถึงเชียงคำ 6 กิโลเมตร มีทางแยกไปวนอุทยานน้ำตกภูซาง (1093) บ้านฮวก อีก 19 กิโลเมตร แล้วเดินทางไปภูชี้ฟ้าอีก 30 กิโลเมตร

2. รถโดยสารประจำทาง
จากตัวเมืองเชียงรายขึ้นรถที่สถานีขนส่งเดินทางได้ 2 วิธี คือ
- รถตู้ไปภูชี้ฟ้า มี 2 เวลา คือ 07.15 ถึงภูชี้ฟ้า 9 โมง ,13.00 ถึงภูชี้ฟ้า 14.30 ค่าโดยสาร 150 บาท ขากลับจากภูชี้ฟ้ามาเชียงราย มี 2 เวลา คือ 09.00 น. ถึงเชียงราย 11.30 น. ,15.00 น.ถึงเชียงราย 17.00 น. การขึ้นรถตู้ไปภูชี้ฟ้าจะเป็นการเดินทางที่ค่อนข้าง สะดวกที่สุด เพราะรถตู้จะไปส่งที่บ้านร่มฟ้าไทย ซึ่งเป็นที่ตั้งของที่พักต่างๆ บนภูชี้ฟ้าซึ่งอยู่ตรงบริเวณ ทางขึ้นภูสำหรับใครที่ต้องการ ขึ้นรถตู้็ควรมาก่อนเวลาเล็กน้อยเพราะรถตู้ที่วิ่งมีเพียง 1คันเท่านั้น หากพลาดไปแล้วจะไม่มีรถตู้เสริม สอบถามรายละเอียดที่ บ. สหกิจเดินรถ โทร 053 742 429 (รถให้บริการเฉพาะช่วงหน้าท่องเที่ยว ปลาย พ.ย. - ม.ค ) หากไม่ใช่บริการรถตู้หรือหมดช่วงหน้า ท่องเที่ยวแล้ว สามารถขึ้นภูชี้ฟ้าได้ทางรถโดยสาร
- รถโดยสารประจำทาง สายเชียงราย-เชียงคำ หรือ เชียงราย-เทิง-เชียงของ ไปลงที่ อ .เทิง รถออกทุก 30 นาที ค่ารถประมาณ 33 บาท มีรถ 2 แถวขึ้นไปยังภูชี้ฟ้า เวลาบ่าย 2 เที่ยวเดียว ลงรถโดยสารที่มาจากเชียงรายที่ท่ารถอ.เทิง ถามคนแถวนั้น ว่า 2
แถวขึ้นภูชี้ฟ้า รถอยู่หลังตลาดสด เดินเท้าไปประมาณ 400 เมตร ค่ารถประมาณ 70 บาท พอถึงท่ารถ 2 แถว ถามถึงคันที่ขึ้น ไปถึงภูชี้ฟ้า หรือเหมารถสองแถวไปภูชี้ฟ้าราคาเหมาประมาณ 800 - 900 บาท
สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังยอดภูชี้ฟ้า สามารถติดต่อรถขึ้นได้ยังที่พักของเราโดยตรงซึ่งจะที่พักจะจัดรถมาให้ คิดค่าบริการรับส่ง ขึ้นภูชี้ฟ้าราคาไปกลับ คนละ 60 บาท โดยรถจะจอดส่งที่จุดเดินเท้าจากนั้นเดินขึ้นไปต่ออีกประมาณ 800 เมตร

4.ดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์เดิมมีชื่อว่า “ดอยหลวง” หรือ “ดอยอ่างกา” ดอยหลวง หมายถึงภูเขาที่มีขนาดใหญ่ ส่วนที่เรียกว่า ดอยอ่างกานั้น มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากดอยอินทนนท์ไปทางทิศตะวันตก 300 เมตร มีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่างน้ำแต่ก่อนนี้มีฝูงกา ไปเล่นน้ำกันมากมาย จึงเรียกว่า อ่างกา ต่อมาจึงรวมเรียกว่า ดอยอ่างกา ดอยอินทนนท์ นี้เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัยซึ่ง พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่ สิ่งที่น่าสนใจของดอยนี้ไม่เพียงแต่เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศ ด้วยความสูง 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลางเท่านั้น แต่สภาพภูมิประเทศและสภาพป่าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ และอากาศที่หนาวเย็นตลอดทั้งปีโดยเฉพาะในฤดูหนาวจะมีหมอกปกคลุมเกือบทั้งวันและบางครั้งน้ำค้าง ยังกลายเป็นน้ำค้างแข็ง หรือ แม่คะนิ้ง สิ่งต่าง ๆเหล่านี้เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้มีผู้มาเยือนที่นี่อย่างไม่ขาดสาย
1.ยอดดอยอินทนนท์
จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดในประเทศไทย (2,565 เมตร) มีสภาพอากาศ หนาวเย็นตลอดปี อเป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเ้จ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้ายซึ่งเล็งเห็นความสำคัญของป่าไม้และหวงแหนดอยหลวงเป็นอย่างมากต้องการที่จะ อนุรักษ์ไว้จนชั่วลูกชั่วหลาน ท่านผูกพันกับที่นี่มากจึงสั่งว่าหากสิ้นพระชนม์ไปแล้วให้แบ่งเอาอัฐิส่วนหนึ่งมาไว้ที่นี่
2.พระมหาธาตุนภเมทนีดลและพระมหาธาตุนภพลภูมิสิริ
ตรงหลักกิโลเมตรที่ 41.5 ทางด้านซ้ายมือ สร้างขึ้นโดยกองทัพอากาศร่วมกับพสกนิกรชาวไทยโดยพระมหาธาตุ นภเมทนีดล สร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เนื่องในวโรกาสทรงเจริญ พระชนมพรรษา ครบ 5 รอบเมื่อพ.ศ. 2530และพระมหาธาตุนภพลภูมิสิรสร้างถวายสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ใน วโรกาสทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ เมื่อพ.ศ. 2535 พระมหาธาตุทั้ง 2 องค์นี้ มีรูปทรงคล้ายคลึงกัน คือ ฐานเป็นรูป12 เหลี่ยมมีระเบียงแก้วโดยรอบเป็น 2 ระดับ ยอดปลีขององค์เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริก ธาตุ และ พระพุทธรูปบูชารอบบริเวณสามารถมองเห็นทิวทัศน์์ของดอยอินทนนท์ได้อย่างสวยงาม
3.เส้นทางศึกษาธรรมชาติบนดอยอินทนนท์ กิ่วแม่ปาน
ทางเข้าอยู่กิโลเมตรที่ 42 ด้านซ้ายมือ ระยะทางเดิน 3 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินเท้าประมาณ 3 ชั่วโมง เหมาะสำหรับ ผู้ที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติแท้จริง ระหว่างทางเดินจะพบป่าดิบเขา (Hill Evergreen)ก่อนผ่านเข้าสู่ทุ่งหญ้าซึ่ง เคยเป็นพื้นที่ี่ป่าถูกทำลาย เพื่อเป็นการศึกษาลักษณะการเกิดผลกระทบต่อเนื่องบริเวณรอยต่อระหว่างพื้นที่ป่า สมบูรณ์ กับพื้นที่ถูกทำลาย หลังจากนั้นทางเดินจะเลาะริมผามีไอหมอกปลิวผ่านตลอดเวลา จะพบ ดอกกุหลาบพันปี หรือ Rhododendron(ไม้พุ่มหรือไม้ต้นขนาดเล็ก ขึ้นตามป่าในระดับสูงมีพันธุ์ดอกสีขาวและ สีแดง เวลาออกดอกช่วงแรกมีลักษณะเหมือนปลี กล้วย ก่อนที่จะบานเต็มต้นในช่วงเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์ พบมากในแถบเทือกเขาหิมาลัยและเป็นไม้ประจำชาติของเนปาลด้วย) มองลงไปยังเบื้องล่างจะพบทัศนียภาพ ที่งดงามของอำเภอแม่แจ่มการใช้เส้นทางนี้ต้องลงทะเบียนขอรับใบอนุญาตให้ใช้เส้นทางโดยติดต่อที่ ศูนย์ ประชาสัมพันธ์อุทยานฯ และควรจัดกลุ่มละไม่เกิน 15 คน ทางอุทยานฯไม่อนุญาตให้นำอาหารเข้าไปรับประทาน ในเส้นทางในช่วงฤดูฝน และจะปิดเส้นทางเพื่อให้ธรรมชาติฟื้นตัวไม่อนุญาติให้เข้าไปท่องเที่ยว ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 ตุลาคม ของทุกปี เส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปานแห่งนี้ ได้รับรางวัลดีเด่นประเภทแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รางวัลอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ครั้งที่ 4 ประจำปี พ.ศ. 2545 เพราะมีการจัดการที่เน้นความเป็น ธรรมชาติ ระหว่างทางมีป้ายสื่อความ หมายให้ความรู้กับนักท่องเที่ยว และประชาชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมใน การนำเที่ยว
4.อ่างกาหลวง
เส้นทางนี้สำรวจวางแนวและออกแบบเส้นทางเดินโดย คุณไมเคิล แมคมิลแลน วอลซ์ นักสัตววิทยาและอาสา สมัครชาวแคนาดา ประจำอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานทุ่มเทให้กับอินทนนท์ และได้ เสียชีวิตที่นี่ด้วยโรคหัวใจ เส้นทางนี้มี ระยะทาง 1,800 เมตร พื้นที่นี้เป็นหนองน้ำซับในหุบเขา จุดเด่นที่น่าสนใจ คือ ป่าดิบเขาระดับสูง ลักษณะของพรรณไม้เขต อบอุ่น ผสมกับเขตร้อนที่พบเฉพาะในระดับสูง การสะสมของ อินทรียวัตถุในป่าดิบเขา ลักษณะ อากาศเฉพาะถิ่น พืชที่อาศัยเกาะติด ต้นไม้ ลักษณะของต้นน้ำลำธาร และ ลักษณะของต้นไม้บนดอยอ่างกา เช่น ต้นข้าวตอกฤาษีที่ขึ้นตามพื้นดิน (ข้าวตอกฤาษี เป็นพืชที่ต้องการ ความ อุดมสมบูรณ์สูงจะขึ้นในที่สูงกว่า 2,000 เมตร เท่านั้น และเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่ชุ่มชื้น อากาศเย็น) กุหลาบพันปี เป็นต้น ยังมีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ อีกหลายเส้น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ กิโลเมตรที่ 38 และ เส้นทางศึกษา ธรรมชาติกลุ่มน้ำตกแม่ปาน เป็นต้น แต่ละเส้นใช้เวลาในการเดินต่างกัน ตั้งแต่ 20 นาที – 7 ชั่วโมง และเหมาะที่จะศึกษา สภาพ ธรรมชาติที่ต่างกันด้วย ศึกษารายละเอียดเส้นทางได้จากที่ทำการอุทยานฯ และจะ ต้องติดต่อ ขอเจ้าหน้าที่นำทาง จากที่ ทำการฯ บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 เพื่อป้องกันการทำลายทรัพยากร ธรรมชาติ และปัญหา ที่อาจจะเกิดขึ้น และเป็นการส่งเสริม ให้เกิดการ ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ การใช้สถานที่เพื่อการ พักค้างแรมหรือจัด กิจกรรมอื่น นอกเหนือจากบริเวณที่ทำการ อุทยานแห่งชาติ ดอยอินทนนท์ ต้องขออนุญาต จากหัวหน้า อุทยานฯ เป็นลายลักษณ์อักษร
5.น้ำตกวชิรธาร
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ เดิมชื่อ “ตาดฆ้องโยง” น้ำจะดิ่งจากผาด้านบนตกลงสู่แอ่งน้ำเบื้องล่าง ในช่วงที่มีน้ำมาก ละอองน้ำจะสาด กระเซ็นไปทั่วบริเวณรู้สึกได้ถึงความเย็นและชุ่มชื้น และสะพานไม้ที่ทอดยาวเข้าไปหาหน้าผา นั้นจะเปียกลื่นอยตลอดเวลา แต่หากเดินเข้าไปจนสุดจะได้สัมผัสกับความงามของน้ำตกมากที่สุด
ุุุุุ6.น้ำตกสิริภูมิ
ไหลมาจากหน้าผาสูงชัน เป็นทางยาวสวยงามมาก สามารถมองเห็นได้จากบริเวณที่ทำการอุทยานฯ เป็นสายน้ำตกแฝดไหลลงมา คู่กันแต่เดิมเรียกว่า “เลาลึ” ตามชื่อของหัวหน้าหมู่บ้านม้งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ น้ำตกสิริภูมิตั้งอยู่ตรง กิโลเมตรที่ 31ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือเข้าไปอีกประมาณ 2 กิโลเมตร แต่รถไม่สามารถ เข้าไปใกล้ตัวน้ำตกได้กท่องเที่ยวต้องเดินเท้าเข้าไป บริเวณด้านล่างของน้ำตก
7.สถานีเกษตรอินทนนท์
ตั้งอยู่ในบริเวณดอยอินทนนท์ ภูเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย เป็นสถานีวิจัย ดอกไม้เมืองหนาว พรรณไม้ที่ปลูกมากที่สุด คือเบญจมาศ เพราะมีสีสันสดใส นอกจากนั้นยังมีโครงการ วิจัยสตรอว์เบอรรี่ โครงการศึกษา และรวบรวมพันธุ์เฟินชนิดต่างๆ โครงการวิจัยกาแฟ โครงการวิจัย ฝรั่งคั้นน้ำ ไม้ผล เช่น สาลี่ พลับ กีวี ทิบทิมเมล็ดนิ่ม ฯลฯ ไม้ดอก เช่น แกลดิโอลัส กุหลาบ เยอบีรา ฯลฯ ผัก เช่น พริกหวาน มะเขือเทศ เซเลอรี ฯลฯ ยังมีพืชผักสมุนไพร และไม้ผลขนาดเล็ก ซึ่งจัดจำหน่ายภายใต้ตรา "ดอยคำ"รวมทั้ง เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลาเทร้าต์สายรุ้ง นอกจากนี้ยังมีประเพณี และภูมิปัญญา ท้องถิ่นที่น่าสนใจ ได้แก่ การทำนาข้าวขั้นบันไดของเผ่ากะเหรี่ยง ประเพณีกินวอของชาวเผ่าม้งบ้านขุนกลาง และแหล่งท่องเที่ยว เพื่อ ชมความ งามธรรมชาติรอบๆพื้นที่รวมทั้งกิจกรรมดูนกและชมดาว ตั้งอยู่ที่ หมู่บ้านขุนกลาง ตำบลห้วยหลวง เดินทางตามเส้นทางสู่ ดอยอินทนนท์ ถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 31 ของทางหลวงหมายเลข 1009 มีทางแยกขวามือ เข้าสู่สถานีอีกประมาณ 1 กิโลเมตร
8.น้ำตกห้วยทรายเหลือง
เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีน้ำไหลแรงตลอดปี และไหลจากหน้าผาลงมาเป็นชั้น ๆเข้าทางเดียวกับน้ำตกแม่ปาน ห่างจาก ที่ว่าการ อำเภอแม่แจ่มประมาณ 16 กิโลเมตร แยกจากทางหลวง หมายเลข 1009 ตรงด่านตรวจ กิโลเมตรที่ 38 ไป ตามทางหลวง หมายเลข 1192 สายอินทนนท์-แม่แจ่ม ประมาณ 6 กิโลเมตรจะมีป้ายบอก ทางไปน้ำตก เข้าไปประมาณ 2 กิโลเมตร เป็นทางดินแดงในช่วงหน้าฝนทางลำบากมากต้องใช้รถขับเคลื่อน 4 ล้อ
9.น้ำตกแม่ปาน
เข้าทางเดียวกับน้ำตกห้วยทรายเหลือง แต่อยู่เลยไปอีก 500 เมตร และจากจุดจอดรถต้องเดินต่อไปอีก 800 เมตรใช้เวลาประมาณ 10 นาที จึงจะถึงตัวน้ำตก น้ำตกแม่ปานนับว่าเป็นน้ำตกที่ยาวที่สุดของเชียงใหม่ก็ ว่าได้น้ำ จะตกลง มาจากหน้าผาซึ่งสูงกว่า 100 เมตร เป็นทางยาว ถ้ามองดูแต่ไกลจะเห็นสายน้ำยาวสีขาวตัดกับ สีเขียว ของต้นไม้ทำให้ดูเด่น น้ำที่ตกลงมายัง เบื้องล่างกระทบ โขดหินแตกเป็นฟองกระจายไป ทั่วบริเวณทำ ให้มีความ ชุ่มชื้น เบื้องล่างมีแอ่งน้ำรองรับอยู่ สามารถพักผ่อนลงอาบเล่นได้
10. น้ำตกแม่กลาง
เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ชั้นเดียว สูงประมาณ 100 เมตร ต้นน้ำอยู่บนดอยอินทนนท์ มีน้ำไหลตลอดปี มีความสวยงาม ตามธรรมชาติ การเดินทาง จากทางแยกเข้าทางหลวง 1009 ไปอีก 8 กิโลเมตร แยกซ้าย500 เมตรเป็นทาง ลาดยางตลอด
11.ถ้ำบริจินดา
ตั้งอยู่บริเวณกิโลเมตรที่ 8-9 ของทางหลวงหมายเลข 1009 ใกล้กับน้ำตกแม่กลาง จะเห็นทางแยกขวามือมีป้าย บอกทาง ไปถ้ำบริจินดา ภายในถ้ำลึกหลายกิโลเมตร เพดานถ้ำมีหินงอกหินย้อยหรือชาวเหนือเรียกว่า “นมผา” สวยงามมาก มีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ในถ้ำด้วย นอกจากนั้น ยังมีธารหิน เมื่อมีแสงสว่างมากระทบจะเกิด ประกายระยิบระยับ ดังกากเพชรงามยิ่งนัก ลักษณะของถ้ำเป็นถ้ำทะลุสามารถมองเห็นภายในได้ถนัด เพราะมี อุโมงค์ซึ่งแสงสว่างลอดเข้ามา บริเวณปากถ้ำจะมีป้ายขนาดใหญ่ตั้งอยู่ อธิบายประวัติการค้นพบถ้ำนี้
12.ศูนย์ประชาสัมพันธ์นักท่องเที่ยว
อยู่บริเวณใกล้กับยอดดอย แสดงนิทรรศการเรื่องราวของดอยอินทนนท์จากอดีตถึงปัจจุบัน ให้ความรู้ทั้งสภาพ ทางภูมิศาสตร์ ทางชีววิทยา ป่าไม้ สิ่งมีชีวิตซึ่งบางชนิดหาดูได้ที่นี่แห่งเดียวในเมืองไทยผู้มาเยือนจะได้รับ ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากมาย

5.ดอยสุเทพ

ดอยสุเทพไม่เพียงแต่เป็นที่ตั้งของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ ปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองเชียงใหม่ และพระตำหนัก ภูพิงค์ราชนิเวศน์ที่ประทับช่วงฤดูหนาวของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทว่าดอยสูงแห่งนี้ยังสมบูรณ์ด้วยสภาพ ธรรมชาติทั้งพืชพรรณและสัตว์ป่า โดยเฉพาะนก ประกอบกับการเดินทางเข้าถึงสะดวก เพราะเชิงดอยอยู่ห่างจาก ตัวเมืองเชียงใหม่เพียง 6 กิโลเมตร และบนเส้นทางขึ้นสู่ยอดดอยประมาณ 16 กิโลเมตร ก็มีสถานที่ท่องเที่ยว ต่างๆ ให้เที่ยวชมได้ตลอด ดอยสุเทพ เดิมชื่อว่า “ดอยอ้อยช้าง” สำหรับดอยสุเทพที่เรียกกันในปัจจุบันนี้เป็น ชื่อที่ได้มาจาก “พระฤาษีวาสุเทพ” ซึ่งเคยบำเพ็ญตบะอยู่ที่เขาลูกนี้เมื่อพันกว่าปีมาแล้ว
1.อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย
นักบุญแห่งล้านนา ซึ่งเป็นบุคคลแรกที่บุกเบิกสร้างถนนขึ้นไปบนดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ.2477 ในสมัยก่อนการขึ้น ไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพนั้น เป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน เพราะไม่มีถนนสะดวกสบายเหมือนปัจจุบัน ทางเดินก็แคบๆ และ ไม่ราบเรียบ ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร และปีนเขาต้องใช้เวลายาวนานถึง 5 ชั่วโมงกว่าจนมี คำกล่าว ขานกันทั่วไปในสมัยนั้นว่า ถ้าไม่มีพลังบุญและศรัทธาเลื่อมใสจริงๆ ก็จะไม่มีโอกาสได้กราบไหว้พระธาตุ ดอยสุเทพ พระครูบาศรีวิชัย ขณะที่จำพรรษาอยู่ที่วัดศรีโสดา เริ่มชักชวนประชาชนสร้างทางจากเชิงดอยถึง วัดพระธาตุดอยสุเทพ รวมระยะทางประมาณ 11 กิโลเมตร โดยใช้เวลาสร้างประมาณ 6 เดือน ต่อมา ชาวเชียงใหม่ จึง ได้สร้างอนุสาวรีย์ ์์พระครูบาศรีวิชัยไว้เป็นอนุสรณ์สถานเพื่อสักการบูชาสืบไป ใกล้กับอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย สามารถเดินไปเยี่ยมชม น้ำตกห้วยแก้วระยะทางประมาณ 300 เมตร และฝั่งตรงข้ามอนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย เป็นที่ ตั้งที่ทำการอุทยานแห่่งชาติดอยสุเทพ-ปุย
2.วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร
พระธาตุประจำปีเกิดปีมะแม เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่มีความสำคัญทางศาสนาและประวัติศาสตร์ของนครเชียงใหม่ ตั้งอยู่บนดอยสุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ.1927 มีบันไดนาคทอดยาวขึ้นไปสู่วัด 306 ขั้นภายใน วัดเป็นที่ประดิษฐานขององค์เจดีย์ ทรงมอญ ที่ใต้ฐานพระเจดีย์มีพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจ้าบรรจุอยู่ วัดพระธาตุดอยสุเทพมีชื่อ เต็มว่า “วัดพระบรมธาตุดอยสุเทพวรวิหาร” ซึ่งจัดได้ว่าเป็นปูชนียสถานที่ แสดงออกถึงศิลปกรรมล้านนาไทยที่สำคัญ คู่เมืองเชียงใหม่ รอบองค์พระบรมธาตุ ประกอบด้วยสิ่งสำคัญ 5 ประการ ได้แก่
1. ฉัตร 4 มุม ทำด้วยทองเหลือง สร้างโดยพระเจ้ากาวิละ กษัตริย์ผู้ครองนครเชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2348 มีความ หมายว่า ฉัตรเป็นสัญลักษณ์ของความร่มเย็น ซึ่งแสดงให้ถึงความสงบร่มเย็นที่ได้รับอิทธิพล มาจาก พระพุทธ ศาสนาที่แผ่ไปในทั้ง 4 ทิศ
2. สัตติบัญชร หรือ รั้วหอก ที่อยู่รอบพระธาตุ ซึ่งมีที่มาจากเหตุการณ์แบ่งพระบรมสารีริกธาตุของโทณพราหมณ์
เมื่อภายหลังการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ เนื่องจากเกิดเหตุการณ์แย่งพระบรมสารีริกธาตุของเมืองต่างๆ เพื่อนำไปไว้บูชาประจำเมือง โทณพราหมณ์จึงทำหน้าที่แบ่ง โดยให้ทหารถือหอกรอบล้อมพระบรมสารีริกธาตุไว้ เพื่อป้องกันการแย่งชิง จึงเป็นที่มาของรั้วหอกรอบพระบรมธาตุ
3. หอยอ ลักษณะเหมือนวิหารขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 ด้าน ของพระบรมธาตุ ภายในมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่มีความหมายถึงการบูชาหรือสรรเสริญคุณของพระพุทธเจ้า (ยอคุณ)
4. หอท้าวโลกบาล ซึ่งเป็นหอยอดแหลมขนาดเล็ก ประจำอยู่ 4 มุมของพระบรมธาตุ หมายถึง ที่ประดิษฐาน
ของท้าวโลกบาลทั้ง 4 ซึ่งเป็นเทพที่ปกปักรักษาสิ่งสำคัญต่างๆ 4 ทิศ ทำหน้าที่รักษาพระบรมธาตุ ได้แก่
- ท้าวกุเวร หรือท้าวเวสสุวรรณ มียักษ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่เฝ้ารักษาทิศเหนือ
- ท้าวธตรัฐ มีพวกคนธรรพ์เป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาทิศตะวันออก
- ท้าววิรูฬปักข์ มีฝูงนาคเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศตะวันตก
- ท้าววิรุฬหก มีอสูรเป็นบริวาร ทำหน้าที่รักษาด้านทิศใต้
5. ไหดอกบัว หรือ ปูรณะฆะฏะ (ปูรณะ แปลว่า เต็ม,สมบูรณ์, ฆฏะ แปลว่า หม้อ) แปลว่า หม้อที่แสดงถึงความ สมบูรณ์ ซึ่งหมายถึงความเจริญรุ่งเรื่องของพระพุทธศาสนาในล้านนาไทย นอกจากนี้พระธาตุดอยสุเทพยัง เป็น จุดชมวิว ที่สามารถมองเมืองเชียงใหม่ได้เกือบทั้งเมืองโดยเฉพาะในยาม ค่ำคืนที่จะมองเห็นแสงไฟนับ หมื่นดวง ท่ามกลางความมืดของกาลเวลา เป็นภาพที่สวยงามน่าจดจำเป็นอย่างยิ่ง และและก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่นักท่องเที่ยว ไม่พลาดที่จะถ่ายรูปคู่กับทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ในเบื้องล่างเพื่อเก็บภาพไว้เป็น ความทรงจำอันน่าประทับใจไม่ว่า จะเป็นช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น หรือกลางคืน ที่นี่ก็สร้างความอิ่มใจให้กับนักท่องเที่ยวทุกคนเป็นอย่างมาก
ประเพณีเดินขึ้นนมัสการพระธาตุดอยสุเทพ
กำหนดงาน
วันวิสาขบูชา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6พระครูบาศรีวิชัยได้เปรียบการเดินทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ ไว้ว่า เป็นเสมือนการเดินทาง ไปสู่การตรัสรู้เป็นพระอรหันต์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยเปรียบเทียบ วัดพระธาตุดอยสุเทพ คือวัดอรหันตาลักษณะการเดินทาง จะเดินด้วยเท้า ถือประทีปธูปเทียนเป็นริ้วขบวน ประกอบด้วย พระสงฆ์เดิน นำหน้าสวดมนต์ และประชาชนเดิน ตามหลัง โดยเริ่มขบวนณ วัดศรีโสดา หรือบริเวณ อนุสาวรีย์ครูบาศรีวิชัย แล้วเดินทางขึ้นไปนมัสการ วัดพระธาตุดอยสุเทพ หลังจากนั้นก็ บำเพ็ญศีล วิปัสสนา ทำบุญตักบาตร ในเช้าวันรุ่งขึ้น แล้วจึงเดินทางกลับ จึงถือว่าได้อานิสงส์แรงหรือ ได้ทำบุญมากนั่นเอง
การเดินทางเข้าชมพระธาตุดอยสุเทพมี 2 ทาง คือ
- บันใดนาค เป็นสัญลักษณ์สำคัญแห่งหนึ่งของวัดพระธาตุดอยสุเทพ มีความงดงามทางด้านศิลปะที่ทรงคุณค่า และมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ นักท่องเที่ยวผู้มานมัสการพระบรมธาตุ มักจะต้องถ่ายภาพเป็นที่ระลึกที่ด้าน ของ บันใดนาคซึ่งมีทัศนียภาพงดงามและมีเสน่ห์เมื่อมองขึ้นไปตามขั้นใด นักท่องเที่ยวที่มาเยือนครั้งแรกมัก จะเดินขึ้น-ลง ลงบันใดนาคเสมอสามารถเดินทางขึ้น-ลง ได้ตลอดทั้งวัน แต่จะมีการตั้งด่านตรวจของอุทยานฯ ตั้งแต่เวลา 20.00 - 06.00 น.
- รถรางไฟฟัาเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 - 18.00 น. ในราคาขึ้น-ลง คนละ 20 บาท(สำหรับคนไทย) และ 50
บาท (สำหรับชาวต่างชาติ) หากเดินทางไปหลังเวลา 18.00 น. ต้องขึ้นทางบันไดเท่านั้นพระธาตุเท่านั้น

6.เกาะล้าน

เกาะล้าน เป็นเกาะในอ่าวไทย อยู่ในเขตเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 3,500 ไร่ ตั้งอยู่ในแนบขนานกับหาดพัทยา ห่างจากชายฝั่งเมืองพัทยาเพียงเจ็ดกิโลเมตร มีจุดเด่นคือทะเล ประการังและชายหาดที่สมบูรณ์ สวยงาม ปัจจุบันเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ โดยสามารถเดินทางได้ทั้งจากเรือสปีดโบ้ท หรือเรือเฟอร์รี่ที่ท่าเรือแหลมบาลีฮาย ซึ่งจะไปเทียบท่าที่ท่าเรือหน้าบ้านและหาดตาแหวน
หาดตาแหวน

หาดตาแหวน
อยู่ทางตอนเหนือของเกาะ เป็นหาดทรายยาวประมาณ 750 เมตร มีความงามทางธรรมชาติมาก เพราะมีหาดทรายที่ขาวสะอาดและน้ำทะเลใสสีคราม ปลายหาดทั้งสองด้านยังมีแนวปะการังในระดับน้ำตื้นที่มีสีสันสวยงาม อีกทั้งมีร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกตั้งเรียงรายตลอดแนวชายหาด [2]

หาดสังวาลย์
เป็นหาดอีกหาดหนึ่งที่อยู่ติดกับหาดตาแหวนมีความยาว 150 เมตร มีความสงบ จึงเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ชอบนอนอาบแดด หาดสังวาลย์จะสวยงามมากที่สุดในช่วงเดือนธันวาคม - เมษายน

หาดทองหลาง
เป็นชายหาดขนาดเล็กที่เงียบสงบเหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนแบบส่วนตัว กิจกรรมหลักของหาดทองหลางคือการดำน้ำดูปะการัง บริเวณปลายหาดที่เชื่อมต่อกับหาดตาแหวน ทั้ง 2 ด้านนี้ยังมีแนวปะการังน้ำตื้นที่สวยงามและมีบริการเดินชมปะการังใต้น้ำแบบ Sea Walker ที่นักท่องเที่ยวนิยมมาใช้บริการ ส่วนนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบปะการังแต่ไม่ชอบการดำน้ำที่หาดนี้ยังมีบริการเรือท้องกระจก ให้สามารถลงไปชมปะการังได้อย่างใกล้ชิด

หาดตายาย
เป็นชายหาดส่วนตัวที่มีสภาพสงบและร่มรื่น มีน้ำทะเลที่ใส หาดทรายขาวสะอาด ความยาวประมาณ 100 เมตร เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวยุโรปที่ชอบนอนอาบแดด สองฝั่งของชายหาดประกอบไปด้วยหินก้อนใหญ่ เหมาะสมกับนักท่องเที่ยวที่ชอบความเป็นส่วนตัว และในช่วงหน้าหนาวปลายปีต้นไม้บริเวณนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีส้มสวยงามมาก.

หาดแสม
อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ เป็นหาดทรายยาวประมาณ 700 เมตร มีโขดหินและพื้นป่าที่ค่อนข้างสมบูรณ์มีความสวยงาม เงียบสงบ เหมาะสำหรับการพักผ่อนและการเล่นน้ำ มีน้ำทะเลสีครามและหาดทรายที่ขาวสะอาด ปัจจุบันมีการปรับปรุงภูมิทัศน์โดยรวมทั้งปลูกต้นไม้ สร้างลานอเนกประสงค์ อาคารร้านค้าร้านขายอาหารที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเส้นทางสัญจรที่สามารถเดินทางไปมาได้อย่างสะดวกจึงเป็นชายหาดอีกแห่งหนึ่งที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาพักผ่อนเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะชาวต่างชาติแถบยุโรป อีกทั้งยังเป็นสถานที่ตั้งของอาคารปลากระเบนสำหรับควบคุมการผลิตไฟฟ้าด้วยกังหันลมและโซล่าเซลล์ ทำให้มีหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชนและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้ามาศึกษาดูงานการใช้พลังงานทดแทนในสถานที่ดังกล่าวอยู่เป็นประจำ

หาดเทียน
เป็นหาดที่สวยงามแห่งที่สองมีความยาวของหาดประมาณ 500 เมตร อยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะ หาดทรายแห่งนี้มีความสวยงามไม่แพ้หาดตาแหวนแต่มีขนาดเล็กและเงียบสงบจึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการความเป็นส่วนตัว

หาดนวล
อยู่ทางตอนใต้ของเกาะล้าน เป็นหาดขนาดเล็กยาวประมาณ 250 เมตร เป็นพื้นที่ที่มีกรรมสิทธิ์เป็นของเอกชน สภาพสิ่งแวดล้อมชายหาดเป็นปะการังอยู่ในสภาพสมบูรณ์ เนื่องจากไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวมากนัก
การเดินทางไปเกาะล้าน ต้องเดินทางด้วยเรือ ซึ่งจะมีเรือโดยสารให้บริการเที่ยวไป ตั้งแต่เวลา 07.00 น.-18.30 น. ส่วนเที่ยวกลับ เวลา 06.30 น.-18.00 น.ซึ่งเรือโดยสารจะออกจากท่าเรือแหลมบาลีฮาย และจะจอดส่งผู้โดยสารที่ท่า หน้าบ้าน และหาดตาแหวน คิดค่าโดยสารในอัตรา คนละ 30 บาท

7.สโตนเฮนจ์เมืองไทย มอหินขาว

คงมีน้อยคนนักที่จะนึกถึงจ.ชัยภูมิ ในฐานะจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวภาคอีสาน ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะความกว้างใหญ่ไพศาลของแดนดินถิ่นที่ราบสูงนั้นอุดมไปด้วยแหล่งอารยธรรม วัฒนธรรม และธรรมชาติเลื่องชื่อมากมายในหลายจังหวัดอยู่แล้ว แม้แต่เราเองก็ยังไม่เคยได้มีโอกาสแวะไปเยี่ยมชมเมืองชัยภูมิมาก่อนเลยสักครั้ง ทั้งๆ ที่เราก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาอยู่ออกจะบ่อย
นั่นอาจเป็นเพราะว่าพรมแดนจ.ชัยภูมินั้นถูกห้อมล้อมด้วยจังหวัดใหญ่อย่างนครราชสีมาและขอนแก่นจนถูกมองเมินไป ซึ่งในความเป็นจริง จ.ชัยภูมิถือเป็นอีกเมืองหนึ่งที่เราน่าจะศึกษาและทำความรู้จักมากที่สุด นั่นก็เพราะจ.ชัยภูมิ มีพรมแดนติดกับภาคอื่นถึง 2 ภาค คือติดภาคเหนือด้านจ.เพชรบูรณ์ และติดกับภาคกลางด้านจ.ลพบุรี และยังเป็นที่ตั้งของเขื่อนจุฬาภรณ์ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว ทุ่งดอกกระเจียวสวยสดน่ารักทักทายน้ำค้างยามเช้าอันโด่งดัง ไปจนถึงน้ำตกและอุทยานแห่งชาติตาดโตนอันเลื่องชื่อ ทั้งหมดย่อมสะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ยังคงอยู่ของจ.ชัยภูมิ ได้เป็นอย่างดี และนั่นคือข้อมูลคร่าวๆ ที่เราได้รับก่อนจะออกเดินทางไปทำความรู้จักกับจ.ชัยภูมิเป็นครั้งแรกร่วมกับก๊วนของเรา เพื่อสัมผัสกับ "มอหินขาว" อันซีนอีกแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านรอนักท่องเที่ยวเข้าไปชมและไขปริศนาความลึกลับอายุนับล้านปี!

มอหินขาว ในปัจจุบันคือแหล่งท่องเที่ยวสำคัญประจำจ.ชัยภูมิ ตั้งอยู่ภายในเขตอุทยานแห่งชาติภูแลนคา ลักษณะเด่นของมอหินขาวคือเป็นทุ่งหญ้าบนเนินเขา แซมด้วยกลุ่มหินทรายสีขาวขนาดใหญ่โตมโหฬารตั้งเรียงรายดูเด่นสะดุดตามาแต่ไกล ดูคล้ายสโตนเฮ็นจ์ (Stonehenge) 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งโลกยุคกลางของประเทศอังกฤษจนถูกยกให้เป็นสโตนเฮนจ์เมืองไทยไปโดยปริยาย แท่งหินทุกก้อนถูกกาลเวลาสลักเสลาจนทำให้แต่ละก้อนมีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันไป มีการประเมินอายุของแท่งหินบนมอหินขาวว่าน่าจะอยู่ระหว่าง 197-175 ล้านปี ถือเป็นเวลานานพอที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมแปรสารสะสมของตะกอนทราย แป้ง และดินเหนียว รวมกับน้ำจนเกิดการตกตะกอนก่อนแปรสภาพเป็นทราย เมื่อเจอกับสภาพอากาศแบบแห้งแล้งกึ่งร้อนชื้นของภาคอีสานตอนกลางทับถมลงบนตะกอนทรายแป้งและดินเหนียวนานวันเข้า ประจวบเหมาะกับการเคลื่อนไหวของเปลือกโลกทำให้ตะกอนทรายคดโค้ง แตกหัก ผุพังและการกัดเซาะทั้งในแนวตั้งและแนวนอน กลายมาเป็นลักษณะของเสาหินและแท่งหินอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
ก่อนที่มอหินขาวจะถูกยกระดับให้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างทุกวันนี้ ในอดีตก็เคยเป็นเพียงพื้นที่ป่าและพื้นที่ทำไร่เพาะปลูกของชาวบ้านมานานหลายปี โดยที่ชาวบ้านก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรกับกองแท่งหินทั้งหลาย จนกระทั่งมีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้นเมื่อชาวบ้านพากันสังเกตว่ามีแท่งหินใหญ่ 5 ก้อนส่องแสงสีขาวทุกคืนวันพระ จึงโยกย้ายพื้นที่ทำไร่ออกไป คงเหลือไว้เพียงแต่แท่งหินขนาดใหญ่ ต่อมาก็มีผู้คนหลั่งไหลเข้ามาชมจนกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปในที่สุด เมื่อได้มายลด้วยตาตัวเองก็ต้องขอบอกว่าน่าทึ่งไม่น้อย เพราะขนาดแท่งหินที่ใหญ่ที่สุดก็มีขนาดถึง 20 คนโอบ ทุกแท่งตั้งตระหง่านเรียงรายกันไปเป็นระเบียบเหมือนถูกจับวาง ทอดยาวไปกับแนวทุ่งหญ้าเขียวขจี ดูมีมนต์สะกดให้จดจ่ออยู่กับธรรมชาติบนภูแลนคาจนถอนตัวไม่ขึ้นกันเลยทีเดียว
นอกจากมอหินขาวบนภูแลนคาที่น่าชมแล้ว ไม่ไกลกันนักยังมีพื้นที่เพื่อการศึกษาพันธุ์พืชต่างๆ ตามธรรมชาติ รวมถึงและสัตว์ป่าขนาดเล็กที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น ซึ่งยังคงความอุดมสมบูรณ์อย่างเต็มเปี่ยมเพราะเป็นแหล่งต้นน้ำลำธารภูแลนคาให้ชาวบ้านทำฝายกั้นน้ำกักเก็บไว้ใช้ในหน้าน้ำแล้งเพื่อการเกษตรและบริโภคอีกด้วย การเดินทางไปเที่ยวชมผามอหินขาวนั้นไม่ถึงกับยากลำบากจนเกินไป แต่อย่าลืมวางแผนก่อนการเดินทางที่อาจมีอุปสรรคเล็กน้อยในช่วงฤดูฝนเนื่องจากเส้นทางบางจุดยังคงเป็นทางลูกรังอยู่ หากออกจากตัวจังหวัดชัยภูมิ ให้ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 2051 ถนนสายชัยภูมิ-ตาดโตน ระยะทางประมาณ 18 กิโลเมตร จากนั้นเลี้ยวซ้ายก่อนถึงด่านตรวจอุทยานแห่งชาติตาดโตน แล้วมาตามเส้นทางถนนตาดโตน-ท่าหินโงมอีกประมาณ 12 กิโลเมตร แล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนแจ้งเจริญ-โสกเชือก ซึ่งเป็นเส้นทางลูกรังระยะทาง 6.5 กิโลเมตรจนถึงบ้านวังคำแคน จากนั้นเลี้ยวขวาตรงบ้านวังคำแคน จะเจอเส้นทางลูกรังสำหรับขนพืชไร่อีกประมาณ 3.5 กิโลเมตร ก็ถึงมอหินขาว รวมระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรจากตัวเมือง สำหรับช่วงฤดูฝนควรใช้รถยนต์ประเภทรถกระบะหรือรถขับเคลื่อนสี่ล้อ เพื่อความเหมาะสมกับเส้นทาง ใครที่อยากพักค้างแรมแบบสัมผัสธรรมชาติบนภูแลนคาอย่างใกล้ชิด ก็มีลานกางเต็นท์ใกล้กับอาคารหน่วยพิทักษ์ฯ ไว้บริการพร้อมกับมีเต็นท์ให้เช่าราคา 100 บาท/คืนสำหรับ 2 ท่าน หรือหากนำเตนท์และสัมภาระมาเองก็จะเสียค่าใช้บริการพื้นที่อีกนิดหน่อย ซึ่งหากพักกางเตนท์บริเวณนี้ ก็ยังสามารถเที่ยมชมวิวและธรรมชาติบนภูที่ยังมีอยู่อีกหลากหลาย อาทิ หินเจดีย์โขลงช้าง ลานหินต้นไทร สวนหินล้านปี และจุดชมวิวผาหัวนาค ซึ่งสามารถเดินเท้าได้ในระยะทางเพียง 2 กิโลเมตรเศษๆ หากตั้งใจไว้ว่าจะขอมาสัมผัสความหัศจรรย์ของมอหินขาว เราขอแนะนำช่วงราวเดือนธค.-มค.ของทุกปี แน่นอนว่านอกจากบรรยากาศจะวิเศษเหมือนเที่ยวอยู่กลางสรวงสวรรค์เพราะเป็นช่วงฤดูหนาวที่อากาศเย็นสบายกำลังดีแล้ว ก็ยังจะเป็นช่วงที่ทางจ.ชัยภูมิร่วมกับททท.เขาจัดงานเทศกาลดอกไม้บานชูช่อที่มอหินขาวเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

8.เกาะเฮ

เกาะเฮเป็นเกาะเล็กๆ เกาะหนึ่ง ตั้งอยู่ทางใต้สุดของจังหวัดภูเก็ต ห่างจากชายฝั่งภูเก็ตประมาณประมาณ 10 ก.ม. เป็นอีกหนึ่งเกาะยอดนิยมของจังหวัดภูเก็ต ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้โดยง่าย โดยเรือสปีดโบ๊ทเพียง 10-15 นาที และโดยเรือหางยาวประมาณ 45 นาที ซึ่งเป็นเกาะที่เดินทางค่อนข้างสะดวกและเสียค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก
เป็นเกาะที่มีหาดทรายอันขาวละเอียด มีปะการังน้ำตื้นที่ยังอุดมสมบูรณ์ น้ำทะเลใส มองเห็นฝูงปลาแหวก ว่ายมากมาย โลกใต้น้ำที่อยู่ทางด้านตะวันตก มีปะการังสมอง ปะการังผักกาด ปะการังเขากวางปะการังจาน เป็น แนวยาว และเหล่าปลาน้อยใหญ่ หลากสีสันสวยงาม เช่น ปลาผีเสื้อ ปลาโนรี ปลานกแก้ว ปลาสินสมุทร สามารถ ดำน้ำแบบสนอร์เกิลใช้หน้ากากดำน้ำและท่อหายใจก็สามารถเห็นโลกใต้ทะเลที่สวยงาม ด้านหลังของเกาะยังมี ชายหาดสวย ขาวสะอาด น้ำทะเลใส ก็เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว
กิจกรรมที่น่าสนใจบนเกาะเฮ
มีกิจกรรมทางน้ำต่างๆ อาทิ เล่นเจ็ตสกี บานาน่า โบ๊ท เรือลากร่ม หรือดำน้ำชมปลา ชมปะการัง พาราเซล ซีวอค เกอร์
การเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะเฮ
แบบไปเช้าเย็นกลับ
- เรือสปีดโบท์โดยซื้อทัวร์ืแบบไปเช้าเย็นกลับจากท่าเรืออ่าวฉลอง ซึ่งมีให้เลือกมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่โปรแกรม ท่องเที่ยวจะมีให้เลือกหลายแบบ ทั้งแบบเที่ยวเกาะเฮทั้งวันเพียงเกาะเดียว หรือ เที่ยวเกาะเฮและเกาะราชาซึ่ง โปรแกรมอย่างหลังจะได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวมากกว่า - เรือหางยาว คิดอัตราตามจำนวนคน ต่อเที่ยว ราคาประมาณ 2000-3000 บาท ใช้เวลาเดินทางประมาณ 45 นาทีสถานที่ติดต่อเรือ บริเวณอ่าวฉลองหรือ หาดราไวย์
กรณีค้างคืน
กรณีต้องการมาพักค้างคืนบนเกาะเฮมีที่พักเพียงแห่งเดียว คือ คอรัลไอแลนด์ รีสอร์ท

9.ภูลมโล

ภูลมโล ตั้งอยู่ในตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ในเขตอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ภูลมโลเป็นภูเขาที่ตั้งอยู่บนรอยต่อของสามจังหวัด คือ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ และเลย สิ่งที่ทำให้ภูลมโลเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวในเวลานี้ คือ เป็นจุดชมดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่มีพื้นที่กว้างขวางนับ 1000 ไร่ นางพญาเสือโคร่งของภูลมโลจะไม่ได้มีให้ชมเพียงจุดเดียว แต่จะกระจายมีให้ชมในหลายจุดโดยจะบานแทรกตัว อยู่ในหุบเขา ป่าไม้และต้นหญ้า ภูลมโลเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีธรรมชาติ ที่สวยงามของขุนเขาและอากาศที่หนาวเย็นโดยนางพญาเสือโคร่งจะบานใน ช่วงกลางเดือน ม.ค. ของทุกปี ทั้งนี้ในแต่ละปีจะบานไม่ตรงกันก่อนเดินทางต้องเช็คข้อมูลอีกครั้ง
นอกจากชมนางพญาเสือโคร่งแล้ว พื้นที่ของภูลมโลมีสามารถยืนชมทัศนียภาพของเทือกเขาสูงซ้อนทับกันสวยงามมาก จุดกางเต้นท์มองเห็นหมู่บ้านหมันขาว และไร่กระหล่ำปลีสีเขียวกว้างใหญ่ สามารถดูดาวบนฟ้าและดาวบนดินแสงไฟจากหมู่บ้านข้างล่างได้อย่าง ชัดเจนนอกจากนี้ก่อนถึงจุดกางเต้นท์มีจุดชม วิวสุงสุดให้ได้ชมทัศนียภาพได้กว้างไกลยิ่งขึ้น สำหรับบนยอดสูงสุดภูลมโลนั้นมีทางเดิน เขาขึ้นไปประมาณ 1 กม. ทางค่อนข้างชัน บนจุดชมวิวมีชะง่อน หินเล็กๆเป็นจุดชมพระอาทิตย์ขึ้น ส่วนจุดชมพระอาทิตย์ตกอยู่บนเส้นทางเดินขึ้น ซึ่งเมื่อมองลงมาเบื้องล่างจะพบกับทิวทัศน์ความงดงามของแนวยอดภูลมโล และเทือกเขาอื่นๆ หรือหากใครไม่ขึ้นไป บนจุดชมวิวสูงสุดก็สามารถชมวิวอยู่ตรงทางเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวก็ได้ซึ่งก็สวยงดงามเช่นกัน
เส้นทางขึ้นภูลมโลเป็นเส้นทางเป็นดินแดงมีหลุมร่องเป็นระยะไม่ควรใช้รถเก๋งขึ้นไป ต้องใช้รถกระบะหรือรถขับเคลื่อน 4 เท่านั้น ควรเตรียมผ้ากันฝุ่นให้ พร้อมเพราะฝุ่นเยอะการขึ้นภูลมโลในเส้นทางที่ใกล้ที่สุด คือ ทางบ้านร่องกล้า จ.พิษณุโลก นักท่องเที่ยวสามารถเดินทาง ขึ้นภูลมโลแบบไปเช้าเย็นกลับ ขึ้นทางบ้านร่องกล้าเส้นทางจะใกล้และค่ารถถูกกว่าใช้เวลาเพียง 45 นาที สามารถติดต่อรถนำเที่ยวได้ที่ กลุ่มท่องเที่ยวชุมชนบ้านร่องกล้าด้านหน้าหมู่บ้าน ตรงหลักกิโลใหญ่ มีรถออกตลอดโดยเริ่มให้บริการตั้งแต่ตี 5 ไปจนถึงเย็น ราคา 800-1200 บาทต่อคัน โดยใช้เวลาท่องเที่ยวประมาณ 2-4 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าจะถ่ายภาพแต่ละจุดนานขนาดไหน โปรแกรมการเดิน ทางคือ นำชมพระอาทิตย์ขึ้นที่ยอดภูลมโล จากนั้นชมพญาเสือโคร่งยังแปลงต่างๆที่บาน ขากลับแวะทุ่งดอกกระดษ ตรงทางขึ้น ภูลมโล สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คุณเน้ง 089-959 5808, คุณป๋อ 087-838 0195

หากใครที่ขึ้นทางฝั่งต.กกสะทอน อ.ด่านซ้าย ซึ่งจะไกลและเส้นทางค่อนข้างออฟโรดมากใช้เวลาประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง ราคาเช่ารถ จะอยู่ที่ 2000 บาท ขึ้นไป ให้ติดต่อเช่ารถไปยังชมรมการท่องเที่ยวกกสะทอน

ที่พักบนภูลมโล
บนภูลมโลไม่อนุญาติให้ค้างคืน นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้พักบนภูลมโลอาจเลือกพักในบริเวณใกล้เคียงของทางขึ้นทั้งสองทาง เช่น ถ้าหากขึ้นทางฝั่งบ้านร่องกล้า อาจเลือกพักที่โฮมสเตย์ในหมู่บ้านร่องกล้าซึ่งมีหลายหลัง หรืออาจพักในบริเวณใกล้เคียง เช่น พักบ้านพักอุทยานแห่งชาติ ภูหินร่องกล้า หรือ ภูทับเบิก หากขึ้นทางฝั่งกกสะทอน อ.ด่านซ้าย ก็สามารถหาที่พักในอ. ภูเรือ หรือด่านซ้าย หรือที่พักโฮมเสตย์ของชมรมท่องเที่ยวกกสะทอน
การเดินทางไปภูลมโล
ฝั่งบ้านร่องกล้า

- จากพิษณุโลก ใช้เส้นทางหมายเลข 12 (พิษณุโลก-หล่มสัก) จากนั้นเลี้ยวซ้ายที่สามแยกบ้านแยง เข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 2013 ไปอำเภอนครไทย ก่อนถึง อ.นครไทย ให้เลี้ยวขวาไปอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า ระยะทางจนถึงที่ทำการอุทยานฯ 125 กิโลเมตร จากนั้นเดินทางต่อไปยังบ้านร่องกล้าที่อยู่ภายใน อุทยานฯ อีก 9 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 134 กิโลเมตร

- จากเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 มุ่งหน้าอ.หล่มสัก จากนั้นเบี่ยงซ้ายเข้าถนนเลี่ยงเมืองก่อนถึงสี่แยกหล่มสักจะ เข้าสู่ทางหลวง หมายเลข 12 จากนั้นจะเจอสามแยกให้เลี้ยวขวาเข้าสู่หมายเลข 2372 ขับตรงไปจนเจอทางแยกซ้ายมือขึ้นภูทับเบิกเป็นทางหลวง 2331 เป็นทางลาดชันและทางโค้งหักศอก ราว 18 กิโลเมตร จนถึงด่านเก็บเงินค่าเข้าอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จากนั้นเดินทางต่อไป ยังบ้านร่องกล้า ที่อยู่ภายในอุทยานฯ อีก 21 กิโลเมตร รวมระยะทางทั้งสิ้น 96 กิโลเมตร

ฝั่งกกสะทอน

จากจังหวัดเลยผ่านอำเภอภูเรือเข้าสู่ตำบลโคกนาม ไม่ต้องเข้าอำเภอด่านซ้ายเพราะจะอ้อมให้ใช้ถนนเส้นหล่มเก่า หล่มสัก ตรงอย่าง เดียวผ่านบ้านถึงโป่งชี และบ้านน้ำพุง เมื่อถึงบ้านน้ำพุงมีทางแยกขวาเขียนว่าวัดป่าพุทธประทับ เลี้ยวขวาตรงไปมีป้าย บอกทางขึ้นไป ภูลมโล สำหรับใครที่ใช้บริการรถนำเที่ยว ของชมรมกกสะทอน ที่ทำการจะอยู่ก่อนถึงทางขึ้นภูลมโลมีป้ายบอก จากที่ทำการไปจนถึง จุดกางเต้นท์ภูลมโลใช้เวลาขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง

10.แหลมพรหมเทพ

แหลมพรหมเทพ
หากใครได้มีโอกาสมาเที่ยวภูเก็ตแล้วไม่ได้มาชมอาทิตย์อัสดงที่ แหลมพรหมเทพ ถือว่ายังมาไม่ถึงหรือ เรียกว่า เป็นเป็นการท่องเที่ยวที่ยังไม่สมบูรณ์ตามแบบฉบับของการมาเที่ยวเมืิองภูเก็ต แหลมพรหมเทพจัดเป็นหนึ่งใน จุดชมอาทิตย์ตกก่อนใครที่สวยที่สุดในเมืองไทย เป็นแหลมที่อยู่ใต้สุดของเกาะภูเก็ตห่างจากตัวเมืองประมาณ 19 กม.มีลักษณะเป็นแหลมโค้งไล่ระดับทอดตัวสู่ท้องทะเล รอบข้างแวดล้อมด้วยต้นตาลที่ขึ้นแทรกอยู่เรียงรายตาม ต้นหญ้าที่พัดพลิ้วด้านขวาเป็นหาดในหานและเกาะมัน ส่วนด้านซ้ายจะมองเห็นหาดในยะซึ่งเป็นหาดเล็ก ๆโดย ทั่วไป นักท่องเที่ยวไม่ว่าจะเที่ยวหรือพักที่หาดใด พอช่วงใกล้เย็นพากันมาชมพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพ หากมาเที่ยวในวันที่อากาศดี ท้องฟ้าเปิด มีเมฆน้อย บรรยากาศพระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพจะสวยงามมาก หากมาในฤดูร้อนมีทุ่งหญ้าสีทองขึ้นปกคลุมสวยงามมาก มองเห็นเกาะแก้วน้อย เกาะแก้วใหญ่และเกามัน ส่วน ในฤดูฝนจะเป็น เป็นสีเขียวรอบๆ แหลมพรหมเทพเป็นโขดหินขนาดใหญ่ยามคลื่นลมแรงจะเห็นฟองคลื่นสีขาว กระทบโขดหินงดงามยิ่งนัก
ก่อนถึงแหลมพรหมเทพจะผ่านหาดราไวย์อาจแวะชมทิวทัศน์ที่หาดราไวย์ หรือนั่งรับประทานอาหารเย็นรับลม ทะเล ก่อนขึ้นเขาไปแหลมพรหมเทพ ระยะทางขึ้นประมาณ 695 เมตร มีลานจอดรถ จากลานจอดรถมี บันได ขึ้นไป ยังเนินเขา เพื่อชมวิวพระอาทิตย์ตก ก่อนพระอาทิตย์ตกนักท่องเที่ยวอาจเดินชมวิวอยู่ด้านบนถนน หรืออาจจะลง ไป ชมวิวที่ปลาย แหลมก็ต้องเดินลงไปอีกประมาณ 1 ก.ม. ซึ่งระยะทางการเดินก็ค่อนข้างชัน ต้องเดินลงไปด้วย ความระมัดระวัง
นอกจากความงามยามดวงตะวันลับฟ้าแล้ว แหลมพรหมเทพยังมี ประภาคารกาญจนาภิเษก เป็นอีกหนึ่งจุดสนใจ ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติทรงครองราชย์ 50 ปีแล้ว ประภาคารแห่งนี้ยังใช้เป็นเครื่องหมายในการเดินเรือ เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตถือเป็นหนึ่งในศูนย์กลางของเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่สำคัญแห่งท้องทะเลอันดามัน ภายใน
การเดินทางไปแหลมพรหมเทพ
1.โดยรถยนต์ส่วนตัว
จากตัวเมืองภูเก็ตไปตามทางหลวงหมายเลข 4027 และ 4024 ผ่านหาดราไวย์และหาดในยะ จากนั้นตรงไปตาม ทางหลวงหมายเลข 4233 อีกประมาณ 650 ม. ก็ถึงลานจอดรถของแหลมพรหมเทพ ต้องเดินขึ้นบันได ไปบน เนินสูง เพื่อไปจุดชมวิว ถ้าต้องการชมทิวทัศน์ที่ปลายแหลมพรหมเทพ ต้องเดินต่อไปตามทางดินอีกประมาณ 1 กม. หรือจะชม
2. โดยรถโดยสารประจำทาง
นั่งรถสองแถม สายภูเก็ต-ราไวย์-ในหาน หรืออาจจะเหมารถแท๊กซี่่มาก็ได้

Author

Thumb lg ac060804 4fbf 4cd5 9d3f e15b28e8af20

Get Narabodee Chunpadung

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!