โหลเหล 2561/05/22 10:25
Thumb lg 394b8182 613f 4002 9669 413e95ac40db

31 เรื่องเล่าเม้าท์มอยกับรถไฟในโตเกียว

881 Spice

ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน เช้า บ่าย เย็น รถไฟญี่ปุ่นก็มักมีเรื่องราวอันน่าสนใจชวนให้เล่าสู่กันฟังเสมอ และนี่คือ 31 เรื่องเล่าของรถไฟในโตเกียวที่ไม่มีในหนังสือ


ถ้าพูดถึงประเทศญี่ปุ่น นอกจากจะทำให้นึกถึงภาพเมนูอาหารชื่อดัง สถานที่ท่องเที่ยวสุดตระการตา หรือภาพยนตร์อนิเมชันสุดฮอตแล้ว ยังมีสิ่งหนึ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากจะไม่พูดถึงมัน นั่นคือเรื่องของ "รถไฟ” นั่นเอง ที่ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาไหน เช้า บ่าย เย็น รถไฟญี่ปุ่นก็มักมีเรื่องราวอันน่าสนใจชวนให้เล่าสู่กันฟังเสมอ ซึ่งนอกจากจะเป็นเอกลักษณ์ที่ดึงดูดนัดท่องเที่ยวแล้ว ยังเป็นสิ่งที่แสดงออกถึงนิสัยใจคอ การใช้ชีวิต และวัฒนธรรมหรือขนบธรรมเนียมของชาวญี่ปุ่นที่สืบต่อกันมานานอีกด้วย และนี่คือ 31 เรื่องเล่าที่ผู้เขียนได้ทำการรวบรวมเพื่อมาเล่าให้เพื่อนๆ ฟัง อาจมีข้อผิดพลาดบ้างก็ขออภัยด้วยละกันนะ

1. รถไฟไม่ได้ตรงเวลา เวลาต่างหากที่ตรงรถไฟ

โผล่มาเห็นข้อแรกหลายคนอาจจะกำลังงง หรือไม่ก็เถียงกลับว่าไม่จริงเสียหน่อย รถไฟญี่ปุ่นก็ต้องตรงเวลาทั้งนั้นแหละ แต่ความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลยก็คือ รถไฟญี่ปุ่นนั้นมาสายเกือบทุกวันเลยต่างหาก แต่สาเหตุที่ทำให้หลายคนไม่รู้ นั่นก็คือ ตัวเลขบอกเวลาบนชานชาลานั้นมักจะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตามรถไฟอยู่เสมอ แบบนี้เลยต้องเรียกว่า รถไฟมันไม่ได้ตรงเวลาหรอก แต่เวลาต่างหากที่ตรงรถไฟ

2. หาความพอดีไม่ได้ในฮีตเตอร์ใต้เบาะ

เขาว่ากันว่าหาความสัตย์ไม่ได้ในหมู่โจร และเมื่อมาญี่ปุ่น เราก็หาความพอดีให้กับฮีตเตอร์ใต้เบาะไม่ได้เหมือนกัน! ฮีตเตอร์หรือเครื่องทำความร้อนใต้เบาะนั้น แน่นอนว่าสำหรับสภาพอากาศในฤดูหนาวที่เต็มไปด้วยละอองหิมะโปรยปรายนั้น ฮีตเตอร์ใต้เบาะถือเป็นของขวัญชั้นเลิศที่ช่วยคลายความหนาวเย็นให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าเป็นฤดูร้อนเมื่อไหร่ล่ะเธอเอ๋ย ร้อนเสียยิ่งกว่าเวลาปั่นงานไฟลนก้นเสียอีก

3. ปุ่มฉุกเฉิน ไม่ได้มีไว้เล่นๆ นะขอบอก

ไม่ว่าจะเกิดเหตุเล็กเหตุน้อยอะไรก็ตาม หากมีใครคนหนึ่งเผลอไปกดปุ่มฉุกเฉินเข้า ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม รถไฟขบวนนั้นจะทำการหยุดเคลื่อนที่ทันทีเพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบความผิดปกติ อาจจะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนก็ไม่ทราบได้ ดังนั้นถ้าไม่มีเหตุฉุกเฉินจริงๆ อย่าไปแตะต้องมันเลยดีกว่า เพราะจะพาลเอาล่าช้าไปทั้งขบวน

4. ประตูรถไฟ ไม่ได้เปิดจากด้านในได้อย่างเดียวนะ

แต่หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจริงๆ แล้วเราออกไปจากรถไฟไม่ได้จะทำอย่างไรดีล่ะ!? เรื่องนั้นไม่มีปัญหา เพราะด้านนอกประตูรถไฟ จะมีช่องเล็กๆ สูงประมาณหัวเข่าไว้ให้เจ้าหน้าที่หรือคนภายนอกรถไฟเข้ามาช่วยเหลือด้วยการเปิดประตูออกได้ทัน

5. รับประกันความปลอดภัยระหว่างการเดินทางด้วยบริการของเจ้าหน้าที่

ทุกครั้งที่รถไฟจะออกจากสถานี แทบไม่ต้องกลัวเลยว่าจะฝากชีวิตและความปลอดภัยไว้ที่ไหนดี เพราะที่นี่มีเจ้าหน้าที่ประจำชานชาลาคอยดูแลตลอดขบวนตั้งแต่ หัว กลาง และ ท้ายขบวนเลยทีเดียว

6. การก้าวเข้าประตูรถไฟก็เหมือนความรัก หากพลาดพลั้งก็อาจตกหลุม(รัก)ได้

ระหว่างการก้าวขาจากบนชานชาลาขึ้นไปบนระตูรถไฟ จะพบกับช่องว่าง หรือ หลุมขนาดย่อมที่หากพลาดเพียงนิดเดียวขาของเราอาจจะร่วงลงไปติดเอาได้ ดังนั้นถ้าไม่อยากให้เกิดอุบัติเหตุ ก็เดินกันระวังๆ อย่าผลักอย่าดันกันนะ

7. ต่อให้ฝนตกแดดไม่ออกจนนกกระจอกเข้ารังไม่ได้ ก็ห้ามใช้ร่มเด็ดขาด

ฝนตกแดดออกนอกกระจอกเข้ารัง แม่ม่ายใส่เสื้อถ่อเรือ...เอ๊ย! นี่เราอยู่โตเกียวแล้วนะ รู้จักการเข้าเมืองตาหลิ่วหลิ่วตาตามหน่อย ต่อให้จะฝนตกพายุเข้าหรือเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ภายในสถานีรถไฟ ร่มก็ถือเป็นของต้องห้ามที่พกเข้ามาได้ แต่ห้ามกางออกมาใช้ระหว่างรอเด็ดขาด เพราะด้วยพื้นที่ๆ ถูกอัดแน่นด้วยคนจำนวนมาก ร่มของเราอาจจะพลาดไปทำให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บได้นั่นเอง

8. ในชานชาลา ไม้เซลฟี่ก็เปรียบได้กับอาวุธต้องห้าม

นอกจากร่มแล้ว ไม้เซลฟี่ก็เป็นอย่างหนึ่งที่ถูกห้ามใช้ในบริเวณชานชาลา ถึงแม้จะเป็นแค่อุปกรณ์ถ่ายรูปธรรมดาก็เถอะ แต่ถ้าเราเผลอเอาไปฟาดหรือทำให้เกิดอุบัติเหตุโดยไม่ได้ตั้งใจเข้า สิ่งนี้ก็แทบไม่ต่างจากอาวุธเลยนะ

9. เลือกรถไฟก็เหมือนเลือกเนื้อคู่ หากเข้ามาทีละหลายคนอาจสับสนได้

รถไฟโตเกียวก็คล้ายกับรถเมล์บ้านเรานี่แหละ มีสายบอก มีสี มีสัญลักษณ์มากมายที่เป็นเอกลักษณ์ในแต่ละขบวน ดังนั้นจะต้องคอยมองและจำรถไฟสายที่ตัวเองจะขึ้นให้ดีๆ ไม่อย่างนั้นหลงไปลงที่ไหนก็ไม่รู้ด้วยนะ

10. กินอาหารและเครื่องดื่มได้ตามสบาย แต่ก็ต้องมีขอบเขตด้วยนะ

แม้ทางสถานีจะไม่มีกฎห้ามกินอาหารหรือเครื่องดื่มบนรถไฟ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถกินมูมมามเลอะเทอะได้เต็มที่เหมือนอยู่ที่บ้านนะ ต้องรู้จักการรักษามารยาทในที่สาธารณะด้วย กินเสร็จก็เก็บทิ้งเสียหน่อย ช่วยเก็บขยะเล็กๆ น้อยๆ ไม่ลำบากเท่าไหร่หรอกนะ

11. หากรู้สึกเหนื่อยกับการรอ ก็ลองหาความเพลิดเพลินระหว่างรอดูสิ

ในเมื่อเป็นฝ่ายรอมันเหนื่อย รอยังไงก็ยังไม่มาเสียที ยืนรอจนเหงือแห้งก็คงไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมาใช่มั้ยล่ะ ดังนั้นลองหาความเพลิดเพลินระหว่างรอดูสิ! บริเวณชานชาลาของโตเกียวน่ะ มีทั้งน้ำก็อกให้ดื่มฟรี ตู้ขายน้ำ หรือตู้ขายขนมก็มีนะ

12. ถ้ารถยังไม่มา เส้นเหลืองก็เส้นเหลืองเถอะ ขอเดินหน่อยแล้วกันน่า

เนื่องจากมีผู้ใช้บริการการเดินทางโดยสารรถไฟในโตเกียวเป็นจำนวนมาก ทำให้พื้นที่ไม่เพียงพอต่อการรองรับ ทุกสถานีเลยมักจะอนุโลมให้แก่ผู้โดยสารที่ยืนรอรถไฟหลังเส้นเหลืองได้

13. เสียงแตรดังเมื่อไหร่ หลบ! รถจะมา

ถึงจะอณุญาตให้เดินบนเส้นเหลืองได้ แต่เพื่อความปลอดภัย รถไฟจะทำการบีบแตรทุกครั้งก่อนลงจอดเพื่อให้ผู้โดยสารทุกคนรีบหลบไปให้โดยไว มิฉะนั้นจะโดนลมโบกได้

14. การฟังเพลงสัญญาณของหลายๆ สถานีก็เป็นรสชาติชีวิตที่หลากหลายเหมือนกัน

นี่คือที่ไหน นี่คือโตเกียวเชียวนะ มีรึฉากเปิดตัวรถไฟจะธรรมดาเหมือนชาวบ้านเขา เพราะรถไฟที่นี่มักจะเปิดเพลงประจำสถานีทุกครั้งที่รถไฟมาถึงเป็นประจำ อีกทั้งเพลงแต่ละสถานีก็ไม่เหมือนกันด้วย ทำให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ให้ผู้คนจดจำได้เป็นอย่างดี

15. ถ้าหลงทางเมื่อไหร่ ให้รีบมองหาป้ายสิ

เนื่องจากรถไฟในโตเกียวนั้นมีหลายขบวน และแต่ละขบวนก็มีหลายโบกี้ไปอีก ในสถานีก็มีทั้งบันไดเลื่อน ลิฟต์ สารพัดมากมายก่ายกอง เรียกได้ว่าเดินทางกันทีก็มึนตึ้บกันไปหมด แต่ไม่เป็นไร เพราะเดี๋ยวนี้ทางสถานีโตเกียวเขาได้มีการจัดทำป้ายแผนที่บอกทางแล้ว หากใครหลงก็ลองมองหาแผนที่กันดูนะ เผื่อช่วยได้

16. การโดยสารรถไฟจำเป็นต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

เวลาเราต้องการเปลี่ยนสายรถไฟในบางสถานี เราอาจจะต้องเดินเท้าไปเกือบครึ่งกิโล บวกกับสัมภาระ บวกกับความเหนื่อย ถ้าบวกกับอากาศร้อนไปอีก ตายกันพอดี ถ้าไม่ไหวจริงๆ แนะนำให้วางแผนการเดินทางดีๆ หรือไม่ก็เลือกรถไฟสายที่ราคาแพงหน่อยแต่ไม่ต้องลำบากมากจะดีกว่า

17. ถ้าคันปากอยากเม้าท์ ก็ขอให้เก็บไว้ก่อนนะ

กฎระเบียบการเดินทางโดยรถไฟของที่นี่อาจจะไม่ถูกกับสายเม้าท์สักเท่าไหร่นัก เพราะที่นี่ต้องการความสงบ ทุกคนต้องปิดเสียงเรียกเข้ามือถือหรือเสียงแจ้งเตือนอะไรให้เรียบร้อยเพื่อไม่ให้รบกวนกันและกัน หลายคนอาจจะไม่ชอบ แต่ถ้าลองนึกถึงคนอื่นที่อาจจะเดินทางหรือทำงานมาเหนื่อยๆ ก็ต้องอยากพักผ่อนเป็นธรรมดา ดังนั้นเราจึงควรเอาใจเขามาใส่ใจเราให้มากๆ นะ

18. คันปากอยากเม้าท์จนทนไม่ไหว ลองแชทหาเพื่อนดูสิ

แต่สำหรับใครที่ทนไม่ไหวจริงๆ ขอแค่แชทก็ได้วะ! ตามสบายเลย เพราะรถไฟฟ้าใต้ดินของโตเกียวนั้นมี Wi-Fi ให้ใช้อินเทอร์เนตฟรี แถมยังแรงดีด้วย เรียกได้ว่า เล่นกันให้ตาฉ่ำได้เลย แค่ไม่รบกวนคนอื่นก็พอ

19. ทำโอที! กินเลี้ยง! เลิกดึก! ไม่มีปัญหา รถไฟยังอยู่จ้า

สำหรับชาวออฟฟิศหรือสายปาร์ตี้ที่กว่าจะกลับบ้านได้ก็ดึกเต็มทีแล้ว ไม่ต้องเป็นห่วงเลยว่าจะกลับบ้านไม่ได้ เพราะรถไฟเที่ยวสุดท้ายของโตเกียว มักจะอยู่ถึงห้าทุ่มครึ่งหรือไม่ก็เที่ยวคืนครึ่งเลยทีเดียว! แต่ถ้าใครเลิกดึกกว่านั้นอีก ก็ยังมีแท็กซี่คอยบริการอยู่ด้วยนะ

20. เช้ามาเรารักกัน ค่ำลงปลงแล้วดื่ม

ช่วงเวลาการขึ้นรถไฟตอนเช้าจะเป็นเวลาแห่งความใกล้ชิด เพราะทุกคนจะเบียดกันแน่นเอี๊ยดยิ่งกว่าปลาประป๋อง ใครที่ไม่ได้กินข้าวเช้ามาก็แทบจะกินหัวคนข้างๆ แทนได้อยู่แล้ว ส่วนตอนกลางดึกนั้นคนก็จะน้อยหน่อย แต่ส่วนใหญ่ก็เต็มไปด้วยชาวปาร์ตี้ที่มีสภาพราวกับผู้รอดชีวิตจากสงครามน้ำเมาที่ปรากฎกายพร้อมกับกลิ่นเหล้าที่ตลบอบอวลไปทั่วขบวนก็ไม่ปาน

21. ยืนอยู่ดีๆ ก็กลายเป็นเสาพิงได้

โดยปกติชาวปาร์ตี้ที่มาขึ้นรถไฟหลังจบสงครามน้ำเมาก็มักจะไม่มีสติกันอยู่แล้ว อย่าพูดถึงเรื่องสายตาเลย ในเวลาแบบนี้ ชาวปาร์ตี้อาจจะมองเราเป็นเสาแล้วเข้ามาซบเข้ามาพิงเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้านิดหน่อยอาจจะไม่ถือสา แต่ถ้าเริ่มลามปามเมื่อไหร่ เราก็ควรหาวิธีเอาตัวรอดไว้ก่อนจะดีกว่า

22. รถไฟหลังเที่ยงคืนคือช่วงปล่อยผี

หลายคนอาจจะรู้จักตำนานผีญี่ปุ่นมาเยอะมาก บอกเลยว่าในสถานีรถไฟโตเกียวก็มีเหมือนกัน ใครอยากลองของ ไม่ต้องมีเทียน ไม่ต้องมียันต์ ไม่ต้องมีคาถาก็เจอได้ แค่ไปขึ้นรถไฟตอนช่วงดึกๆ รับรองเลยว่าเจอเยอะไม่พอ เจอหลายชนิดอีก มีทั้งผีเมาแล้วหลับ ผีเมาแล้วอาละวาด ผีเมาแล้วยังนิ่งได้ ผีเมาแล้วอ้วกก็มี

23. จบสงครามยังต้องนับศพทหาร จบมรสุมน้ำเมา มีเหรอจะไม่เห็นร่องรอย

จบสงครามยังต้องนับศพทหาร แล้วมีหรือสงครามน้ำเมาจะไม่ทิ้งร่องรอยไว้ รับรองเลยเจอร่องรอยพวกนี้ได้เยอะมากในรถไฟโตเกียว เป็นร่องรอยที่เรียกได้ว่า ชัดเจนทั้งกลิ่น สี จะเป็นอะไรไปได้อีกล่ะ นอกจากอ้วก

24. หล่อก็หล่อ สวยก็สวยเถอะ เจอน้ำเมาเข้าไปก็กู่ไม่กลับทุกคน

คนไทยเขาว่า ดูช้างให้ดูหาง ดูนางให้ดูแม่ คือเวลาเราอยากตกลงปลงใจคบกับใคร ก็ต้องดูไปให้ลึกถึงลักษณะนิสัยในครอบครัวอะไรประมาณนั้น สาวๆ ญี่ปุ่นก็คงเหมือนกัน เพราะบางที ตอนอยู่ต่อหน้ากันอาจจะดูสวยดูหล่อ แต่พอน้ำเมาเข้าปากแล้วไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้โดยสารคนอื่นในรถไฟอีกนี่ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ดังนั้นก็ควรรู้จักยับยั้งชั่งใจตัวเองเวลาดื่มเหล้าให้ดีนะจ๊ะ

25. สิทธิพิเศษสำหรับคุณแม่ เด็กน้อย และอากงอาม่า

โดยปกติทางสถานีรถไฟโตเกียวมักจะจัด Priority Seat ให้เด็กและคนชรากันอยู่แล้ว ทำให้ผู้โดยสารไม่จำเป็นต้องเสียสละที่นั่งให้ก็ได้ แต่ถ้าเวลาไหนที่ไม่พอจริงๆ บอกเลยนะว่าเห็นคนญี่ปุ่นเขาเสียสละที่นั่งตัวเองให้คนอื่นกันเป็นประจำเลยทีเดียว ถือเป็นน้ำใจเล็กๆ น้อยๆ ที่ใครก็ทำได้

26. ต่อให้เป็นสตรีเหล็กก็สตรีเหล็กเถอะ แต่เจอเบียดแบบนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน

แม้จะมีมาตรการรักษาความปลอดภัยและความสะดวกสบายสำหรับผู้หญิงโดยเฉพาะ แต่ด้วยปริมาณคนที่มากมายเหลือเกิน ทำให้ผู้คนที่ขึ้นรถไฟ มักจะเห็นภาพของผู้หญิงตัวเล็กๆ โดนเบียด โดนผลัก โดนดันเป็นประจำ ดังนั้น เราในฐานะเป็นเพื่อนร่วมขบวนเดียวกันแล้ว หากช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ก็รู้จักเกรงใจและเอาใจเขามาใส่ใจเรากันบ้างก็พอแล้ว

27. แกล้งจุ๊บให้รู้ว่า...จะล้มแล้ว ช่วยด้วย!

บอกเลยว่าถ้าไม่อยากเจออุบัติเหตุรักที่นอกจากจะไม่โรแมนติกเหมือนในละครแล้วยังเสี่ยงต่อการล้มหัวทิ่มกระเด็นไปชนคนนู้นคนนี้ ก็ให้หันหน้าไปทางเดียวกับคนทั้งรถไฟ นั่นคือ หันออกไปทางประตูนั่นเอง

28. ชินจูกุ ยุ๊งยุง

สถานีรถไฟชินจูกุได้ชื่อว่าเป็นสถานีรถไฟที่ยุ่งเหยิงที่สุดในโลก เนื่องด้วยความกว้างของพื้นที่ จำนวนรถไฟที่มีมากกว่า 10 สาย แถมทางออกก็เยอะจนคนสับสนไปหมด ทำให้จำเป็นจะต้องวางแผนให้ดีก่อนออกเดินทางเสมอ

29. เขาวงกตมฤตยูก็สู้สถานีรถไฟโตเกียวไม่ได้

เจอสถานีรถไฟที่ยุ่งที่สุดไปแล้ว มาเจอสถานีรถไฟที่ซับซ้อนที่สุดกันบ้าง จะใครซะอีกล่ะถ้าไม่ใช่สถานีรถไฟโตเกียว นี่ถ้าไม่มีแผนที่คงยุ่งแน่เลยนะเนี่ย

30. ชิดนอก ชิดใน ชิดซ้าย ชิดขวา ไม่รู้จะชิดไหนก็จงดูป้ายเสียเถอะ

ถ้าขึ้นรถเมล์ไทยก็อาจจะเจอ ชิดใน ชิดในครับพี่ แต่ถ้าเป็นสถานีรถไฟที่ญี่ปุ่น ตลอดเวลาที่เราเดินในสถานีก็มักจะมีป้ายประกาศบอกเสมอว่าให้เดินชิดซ้ายหรือชิดขวา ทั้งนี้ก็เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยแล้วความสะดวกของคนที่เร่งรีบนั่นเอง

31. รักยาวให้ลงล่าง รักสั้นให้ขึ้นบน

ที่ไทยก็มีสำนวนที่ว่า รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ ส่วนที่ญี่ปุ่นก็มีคำแนะนำทำนองนี้เหมือนกัน เพราะระหว่างรถไฟใต้ดินกับรถไฟบนดินนั้นก็มีทางเลือกความสะดวกสบายที่แตกต่างกันออกไป หากใครต้องการเดินทางระยะยาวแบบค่าใช้จ่ายถูก ก็แนะนำให้เลือกรถไฟใต้ดิน แต่หากใครต้องการเดินทางแค่ระยะสั้น ก็ขอแนะนำให้ขึ้นรถไฟบนดินที่ราคาถูกจะคุ้มกว่า

และเรื่องเล่าทั้งหมดนี่ก็เป็นเพียงข้อมูลส่วนหนึ่งของสถานีรถไฟโตเกียวเท่านั้น เพราะหากได้ไปเที่ยวจริงๆ เพื่อนๆ คงจะได้พบเจออะไรที่แตกต่างจากบ้านเรามากมาย ยังไงก็ตาม ถ้าใครมีอะไรเพิ่มเติมอยากเล่าก็อย่ารอช้า แชร์บทความนี้ออกไปแล้วเม้าท์มอยหอยสังข์ให้เพื่อนฟังได้เลยจ้า!

Author

Thumb lg c119373a 2270 4d75 964e c4340a212c5a

โหลเหล

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!