Ploynil Chitima อัพเดทเมื่อ 13:54 21/09/2559
Thumb lg page18

สิวจงสลาย ! 10 วิตามินเด็ดช่วยสิวหาย สิวยุบ หน้าใสจิงจังงง !

69768 Spice

สิวศัตรูตัวร้ายของความสวย เป็นปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่ตกสำหรับผู้หญิงอย่างเรา จนหลายคนแทบจะยอมรับชะตากรรม แต่อย่าพึ่งคิดเช่นนั้นถ้ายังไม่ได้อ่านบทความนี้

beauty Vitamins foods

สำนวนเส้นผมบังภูเขาหรือใกล้เกลือกินด่าง อาจเหมาะกับการแก้ปัญหาสิวของสาวๆ Spice หลายคนก็ได้ เพราะขณะที่เราพยายามตามหาหนทางรักษาปัญหาหนักอกหนักหน้านี้ จากสารพัด 108 วิธี เราก็กลับมองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ตัวไป ตัวอย่างเช่นการขาดวิตามินบางชนิดซึ่งอาจส่งผลต่อการเกิดสิวของพวกเรา

มาดูกันว่าวิตามินตัวใดบ้างที่มีอิทธิพลต่อการเกิดสิว รวมไปถึงสามารถรักษาสิวให้หายขาดได้

10.ซิงค์ (Zinc)

ซิงค์หรือสังกะสี เป็นแร่ธาตุที่สาวๆ รู้จักกันดีว่าสามารถช่วยรักษาสิวให้หายขาดได้หากรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานานเพียงพอ โดยระยะเวลาในการรับประทานที่นิยมกันคือ 3 เดือนขึ้นไป

ตามหลักวิทยาศาสตร์แล้ว ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาของเอนไซม์ต่างๆ ภายในร่างกาย ช่วยในเรื่องระบบการสร้างเนื้อเยื่อ ระบบภูมิคุ้มกัน การเจริญเติบโตของเด็ก ลดอาการอักเสบ อีกทั้งยังบำรุงผิวหนัง ผม และเล็บให้แข็งแรง ช่วยสมานแผล ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เป็นแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการในปริมาณที่ไม่มากแต่ก็ขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน เราจึงควรรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยซิงค์ อาทิ อาหารทะเล หอยนางรม เนื้อสัตว์ เนื้อวัวไม่ติดมันย่าง ไข่ นมผงปราศจากไขมัน จมูกข้าวสาลี ถั่วลิสง เมล็ดฟักทอง เมล็ดแตงโม เม็ดก๋วยจี๊ ผงโกโก้ และช็อคโกแลต

อาการสำคัญเมื่อร่างกายขาดแร่ธาตุตัวนี้ก็คือ ผิวหนังแห้ง อักเสบ ผมร่วง แตกปลาย เล็บเปราะฉีกขาดง่าย ซึมเศร้า เบื่ออาหาร ขาดสมาธิ เหม่อลอย อาจมีอาการตาบอดแสงร่วมด้วย

แต่ทุกอย่างล้วนมีคุณและโทษ การรับประทานซิงค์มากเกินความจำเป็น อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียได้

9.น้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส (EPO)

Evening Primrose Oil หรือ น้ำมันที่สกัดมาจากดอกอีฟนิ่งพริมโรส มีสรรพคุณช่วยในการบำรุง ป้องกัน และรักษาโรคต่างๆ ได้หลากหลาย นอกจากนี้ยังส่งเสริมในเรื่องของระบบฮอร์โมนในร่างกาย และการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนังอีกด้วย

ประโยชน์ของการรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรส นั่นก็คือ มันจะเข้าไปช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนัง ทำให้ผิวชุ่มชื้น เรียบเนียน ลดความหมองคล้ำ ป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด ลดอาการผมร่วง ป้องกันการเกิดรังแค รักษาอาการผิดปกติจากการเกิดประจำเดือน รวมไปถึงช่วยลดการเกิดสิว โดยเฉพาะสิวอักเสบและสิวฮอร์โมน

การวิจัยทางการแพทย์ค้นพบว่า ผู้ที่เป็นสิวจะมีกรดไขมัน Linoleic Acid (LA) ต่ำ ก่อให้เกิดการหนาตัวของผิวหนังบริเวณรูขุมขนได้ง่าย ทำให้เกิดการอุดตันบริเวณรูขนขนกระทั่งเกิดอาการอักเสบ เป็นเหตุให้เกิดสิวชนิดต่างๆ

ขนาดในการรับประทานน้ำมันอีฟนิ่งพริมโรสคือประมาณ 500-2,000 มิลลิกรัม โดยให้รับประทานพร้อมมื้ออาหาร หรือหลังรับประทานอาหาร และไม่ควรรับประทานเกิขนาดเนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตราย นอกจากนี้ยังอาจมีอาการข้างเคียงจากการรับประทาน อาทิเช่น คลื่นไส้อาเจียน ปวดหัว วิงเวียนศีรษะ และหรือมีผื่นแดงขึ้นตามผิวหนัง

8.Grape Seed สารสกัดจากเมล็ดองุ่น

อีกหนึ่งอาหารเสริมบำรุงผิวที่สาวๆ กล่าวขวัญถึง โดยเฉพาะในเรื่องของรอยสิวและการต้านอนุมูลอิสระ รวมไปถึงการช่วยปรับสีผิวให้ขาวเนียนสม่ำเสมอ

โดยสรรพคุณต่างๆ ของสารสกัดจากเมล็ดองุ่นนั้นมีมากมาย อาทิเช่น ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิว เสริมความยืดหยุ่นของคอลลาเจน และอิลาสตินภายในชั้นผิว ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการสร้างเม็ดสีเมลานิน ช่วยให้จุดด่างดำจางลง สีผิวเรียบเนียนสม่ำเสมอ ชะลอการเหี่ยวย่นของผิวหนัง เสริมความแข็งแรงให้เส้นเลือดฝอย เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ลดอาการภูมิแพ้ ช่วยลดอาการอักเสบ อาการบวม นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันการสูญเสียวิตามินซี และอี พร้อมรักษารอยสิว รอยแผลเป็นอีกด้วย

ขนาดสำหรับรับประทานของ Grape Seed คือ 100-300 mg ต่อวัน ส่วนช่วงเวลาที่เหมาะสมในการรับประทาน คือ หลังอาหารเช้า เนื่องจากเป็นเวลาที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ดีที่สุด

นอกจาก Grape Seed ในรูปของอาหารเสริมแล้ว เรายังสามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์ใกล้เคียงกับ Grape Seed อื่นๆ ได้ อาทิเช่น ข้าวเหนียวดำ , ถั่วดำ , ถั่วแดง , มันสีม่วง , ชมพู่ , องุ่น , กะหล่ำปลีม่วง , มะเขือม่วง , บลูเบอร์รี่ , แบล็คเบอรี่ , เชอรี่ และผักผลไม้ที่มีสีม่วงต่างๆ

ข้อควรระวังในการรับประทานสารสกัดจากเมล็ดองุ่น คืออาจมีผลข้างเคียงทำให้เลือดแข็งตัวช้า จึงไม่ควรรับประทานในช่วงก่อนการผ่าตัดหรือทำฟัน รวมทั้งไม่ควรใช้ในผู้ที่รับประทานยาต้านเกล็ดเลือด ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่เป็นโรคเลือดไหลไม่หยุด

7.วิตามินเอ

วิตามินเอ (Vitamin A) นับเป็นวิตามินสำคัญที่ร่างกายต้องการ อีกทั้งยังสามารถเก็บสะสมวิตามินเอไว้ใต้ชั้นเซลล์ไขมันได้นาน 1-2 ปี

โดยวิตามินเอสามารถแบ่งเป็น 2 ชนิดหลักๆ ได้จากแหล่งที่พบ นั่นคือ วิตามินเอที่พบได้ในสัตว์ เช่น ตับ , ไข่ , นม และวิตามินเอที่พบในพืชที่มีสีเหลือง ส้ม แดง หรือเขียวเข้ม อาทิเช่น ผักตำลึง , ยอดชะอม , คะน้า , ฟักทอง , แครอท , มะม่วงสุก , มะเขือเทศ , บร็อคโคลี่ ฯลฯ

สรรพคุณของวิตามินเอที่สาวๆ ล้วนรู้กันดี ตัวอย่างเช่น ช่วยในเรื่องการมองเห็น บำรุงสายตา บำรุงผม ฟันและเหงือกให้แข็งแรง บำรุงผิว ลดรอยเหี่ยวย่น ริ้วรอยต่างๆ ต่อต้านอนุมูลอิสระ สร้างเนื้อเยื่อชั้นนอกของอวัยวะต่างๆ เสริมระบบภูมิคุ้นกันของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดการอักเสบของสิว ลดรอยแดง รวมไปถึงจุดด่างดำจากสิวอีกด้วย

ขนาดของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการ นั่นคือประมาณ 4,000 - 5,000 IU ต่อวัน ซึ่งหากเรารับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ ร่างกายก็จะได้รับวิตามินเออย่างเพียงพอ โดยไม่ต้องรับประทานอาหารเสริม และหากได้รับวิตามินเอเกินขนาด ก็อาจก่อให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศรีษะ ตาพร่ามัวได้

6.วิตามินอี

วิตามินอี (Vitamin E) เป็นวิตามินอีกตัวที่มีสรรพคุณโดดเด่นด้านการต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย ต้านความเสื่อมของเซลล์ บำรุงผิวทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดการอักเสบของผิวจากแสงแดด สมานแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น ไม่อ่อนเพลียง่าย ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดและการอุดตันของเส้นเลือด นอกจากนี้ยังช่วยให้เซลล์ประสาท และกล้ามเนื้อทำงานได้ตามปกติอีกด้วย

ด้านการรักษาสิวนั้น หากรับประทานวิตามินอีควบคู่ไปกับวิตามินเอแล้ว จะช่วยในเรื่องรอยดำจากสิวให้จางลงเร็วขึ้นได้

เราสามารถรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี อาทิเช่น น้ำมันพืช ถั่ว ผักใบเขียว และธัญพืชต่างๆ ในขนาดที่เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวันได้เช่นกัน โดยผู้ใหญ่ต้องการวิตามินอีเพียงวันละ 15 มิลลิกรัมต่อวัน และสามารถรับวิตามินอีได้สูงสุด 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน สำหรับผู้ที่ต้องใช้วิตามินอีในการบำบัดรักษาโรค แต่หากไม่ได้มีอาการของโรคที่ต้องเสริมด้วยวิตามินอีกแล้ว การรับประทานวิตามินอีเกินขนาด อาจก่อให้เกิดผลช้างเคียงอย่างอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย กล้ามเนื้ออ่อนแรง ปวดศีรษะ ตาพร่า และเกิดผื่นคันตามผิวหนัง

5.วิตามินซี

วิตามินตัวหลักที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องของผิวพรรณและการรักษารอยสิว รวมไปถึงจุดด่างดำ ซึ่งร่างกายสามารถรับวิตามินซีได้จากการรับประทานและซึมซาบสู่ผิวหนังเท่านั้น

สรรพคุณของวิตามินซีนั้นมีมากมายไม่แพ้วิตามินตัวอื่นๆ อาทิเช่น ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เสริมสร้างคอลลาเจน ป้องกันโรคลักปิดลักเปิด ลดระดับคอเลสเตอรอล ลดความเครียด เพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมธาตุเหล็ก เพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง ยืดหยุ่น ไม่เปราะฉีกขาดง่าย นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องของการรักษาสิว รอยสิว และแผลเป็นอีกด้วย

ปริมาณวิตามินซีที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ผู้ชายจะอยู่ที่ 90 มิลลิกรัมต่อวัน และผู้หญิงจะอยู่ที่ 75 มิลลิกรัมต่อวัน โดยสามารถเลือกรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินซีอย่างผลไม้รสเปรี้ยว ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ผักใบเขียว แคนตาลูป มันฝรั่ง มะเขือเทศ ดอกกะหล่ำ และพริกไทย หรือหากต้องการรับประทานเพื่อบำบัดโรค รวมทั้งส่งเสริมผิวพรรณก็ควรรับประทาน 1,000 - 2,000 มิลลิกรัม ทั้งนี้ควรระมัดระวังผลข้างเคียง อาทิเช่น อาการคลื่นไส้ อาเจียน จุกเสียด ช่องท้องแข็ง และปวดหัว

4.โอเมก้า 3

กรดไขมันสรรพคุณสูงในปลาทะเล ที่พวกเราต่างรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยให้เซลล์แข็งแรง ต่อต้านอาการอักเสบ จึงช่วยให้อาการอักเสบของสิวทุเลาลงได้ นอกจากนี้ยังบรรเทาอาการแดงและระคายเคือง ทำให้ผิวหนังกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ไม่แห้งกร้านเป็นขุย

สาวๆ สามารถเลือกรับประทานอาหารที่มีโอเมก้า 3 ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายได้ จากการกินปลาหรือนำ้มันตับปลา อาหารทะเล รวมไปถึงผักโขม ถั่วเหลือง และผลิตภัณฑ์จากนม โดยควรบริโภคสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

3.โปรตีนจากอาหาร

รู้หรือไม่ว่าโปรตีนที่ได้จากการรับประทานอาหารต่างๆ ในแต่ละวัน ช่วยให้สิวหายเร็วขึ้น ด้วย 2 จากสรรพคุณการรักษาสมดุลของดัชนีไกลเซมิก นอกจากนี้โปรตีนยังช่วยซ่อมแซมและเพิ่มความแข็งแรงของเซลล์ผิวได้เป็นอย่างดี ปัญหาสิวนานาชนิดทุเลาลงอย่างรวดเร็ว พร้อมรักษารอยแผลเป็นจากสิวได้เป็นอย่างดี

โดยอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีน ได้แก่ ผักโขม สาหร่ายสไปรูลินา ถั่ว และกรีกโยเกิร์ต ไข่ขาวจากไข่ต้ม และเนื้อไม่ติดมัน ถึงอย่างนั้นหากรับประทานโปรตีนมากเกินความต้องการของร่างกาย ก็อาจเพิ่มน้ำหนักและก่อให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้อีกมากมาย

2.ใบชาเขียว

ชาเขียวมีคุณสมบัติเด่นในการต่อต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนี้ยังช่วยยับยั้งการเกิดของสิวและลดการอักเสบได้เป็นอย่างดี แต่ทั้งนี้ควรเลือกชาเขียวแบบไร้คาเฟอีนที่เรียกว่า (Decag green tea) และไม่ควรเติมน้ำตาลลงในชาเขียว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพอย่างเต็มที่

การดื่มชาเขียวร้อนอุณหภูมิประมาณ 70-78 องศาเซลเซียส ช่วยให้ร่างกายได้รับประโยชน์จากมันมากที่สุด นอกจากนี้ไม่ควรดื่มชาเขียวเกินกว่า 3-5 ถ้วยต่อวัน ก็เพราะอาจก่อให้เกิดโทษมากกว่า โดยผู้ที่รับประทานวิตามินในรูปแบบอาหารเสริมหรือยาที่คล้ายคลึงกัน ควรหลีกเลี่ยงการดื่มชาร่วมไปด้วย เนื่องจากสารสำคัญในใบชาเขียวจะเข้าไปตกตะกอนธาตุเหล็กหรือเกลือแร่ไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

1.น้ำเปล่า

เคล็ดลับสำคัญในการรักษาและป้องกันการเกิดสิว นั่นก็คือการดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอกับความต้องการในแต่ละวันของร่างกาย นอกจากนี้ยังอาจลองบีบน้ำมะนาวลงไปในน้ำดื่ม เพื่อให้น้ำมะนาวช่วยดีทอกซ์ร่างกาย โดยเฉพาะในส่วนของตับ อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองสารพิษออกจากร่างกาย

น้ำเปล่าที่สะอาดบริสุทธิ์จะเข้าไปขับสารพิษและเชื้อโรคต่างๆ ภายในร่างกายของเรา ช่วยให้ความสมดุลของร่างกายเป็นปกติ ปรับความเป็นกรดด่างภายในร่างกาย ด้วยเหตุนี้สิวอักเสบชนิดต่างๆ จึงมรแนวโน้มลดลง หากเรารับประทานอาหารที่มีประโยชนืและดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ

ปัญหาสิวอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป หากเราสามารถแก้ไขได้ถูกต้องตรงจุด ซึ่งนั่นอาจเป็นเพียงแค่สาเหตุพื้นๆ ที่เราต่างคุ้นเคยกับตัวช่วยและวิธีการรักษากันเป็นอย่างดี เหมือนอย่าง 10 ตัวช่วยดีเด่นเหล่านี้

เป็นยังไงกันบ้างคะ สาวๆ Spice ชอบ '10 ตัวช่วยเด็ดช่วยสิวหาย หน้าใส' ที่เราแนะนำกันบ้างไหมคะ?

Preload

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 0c1d5d79 0482 479f b136 d0fdd48d4e23

Ploynil Chitima

นักเขียนตัวเล็กๆ