Ploynil Chitima อัพเดทเมื่อ 10:02 04/10/2559
Thumb lg page6

ผิวขาวแบบง่ายๆ ! มาดูประโยชน์ของ "น้ำมะเขือเทศ" กินทุกวัน สวยขึ้นทุกวัน !

2414 Spice

มีผักผลไม้มากมายที่เป็นตัวช่วยในการบำรุงผิวและทำให้สาวๆ สุขภาพดี แต่สุดยอดอาหารบำรุงผิวที่จะช่วยให้ผูัหญิงอย่างเราสวยสมบูรณ์แบบ คงหนีไม่พ้นราชินีอย่างมะเขือเทศ

food Tomato beauty

เป็นที่รู้กันดีในหมู่ผู้หญิงอย่างเราๆ ว่ามะเขือเทศคือสุดยอดอาหารบำรุงสุขภาพ ผิว และความสวยชั้นเลิศ โดยเฉพาะเมื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำมะเขือเทศ ก็จะยิ่งทำให้ได้สารอาหารเพิ่มขึ้น แต่ที่ว่าดีนั้นดีอย่างไร สารอาหารที่ว่ามากมายนั้นมีอะไรบ้าง และจะช่วยให้ผิวพรรณ รวมไปถึงสุขภาพของเราดีได้จริงไหม เรามาศึกษาข้อมูลไปพร้อมๆ กันเลย

มีสารอาหารมากมายในมะเขือเทศจริงหรือ?

จากการศึกษาข้อมูลโภชนาการในมะเขือเทศของกระทรวงเกษตรฯ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าในมะเขือเทศ 100 กรัมนั้นมีสารอาหารดังต่อไปนี้

-พลังงาน 18 กิโลแคลอรี่
-น้ำ 94.34 กรัม
-โปรตีน 0.95 กรัม
-ไขมัน 0.11 กรัม
-คาร์โบไฮเดรต 4.01 กรัม
-ไฟเบอร์ 0.7 กรัม
-น้ำตาล 2.49 กรัม
-แคลเซียม 11 มิลลิกรัม
-ธาตุเหล็ก 0.68 มิลลิกรัม
-แมกนีเซียม 9 มิลลิกรัม
-ฟอสฟอรัส 28 มิลลิกรัม
-โพแทสเซียม 218 มิลลิกรัม
-โซเดียม 11 มิลลิกรัม
-สังกะสี 0.14 มิลลิกรัม
-วิตามินซี 22.8 มิลลิกรัม
-โฟเลต 13 µg
-วิตามินเอ 498 IU
-วิตามินอี 0.56 มิลลิกรัม
-วิตามินเค 2.6 µg
-ลูทีน และซีแซนทีน 123 µg
-เบต้าแคโรทีน
-ไลโคปีน
-และวิตามินอื่นๆ อีกหลายชนิด

'ไลโคปีน' สารอาหารมหัศจรรย์ในมะเขือเทศ

ไลโคปีน (Cycopene) เป็นสารอาหารสำคัญในกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบมากในผักผลไม้ที่มีสีส้มและสีแดง อาทิ มะเขือเทศ แตงโม แครอท ฟักข้าว มะละกอ เกรปฟรุ๊ต สตรอเบอร์รี่ เชอรี่ บีทรูท ฝรั่งสีชมพู และกระเจี๊ยบแดง โดยไลโคปีนถือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประเภทแอนตี้ออกซิแดนท์ ซึ่งช่วยในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร

จากข้อมูลการศึกษาด้านโภชนาการในมะเขือเทศของมหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า มะเขือเทศสด 100 กรัม จะมีปริมาณไลโคปีนตั้งแต่ 0.9-9.30 มิลลิกรัม ซึ่งนับว่าเป็นปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย

คุณค่าของไลโคปีนต่อร่างกายมนุษย์

- มีส่วนช่วยในการกำจัดคอเลสเตอรอลบริเวณผนังหลอดเลือด ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้เป็นอย่างดี
- วิตามินเอช่วยบำรุงสายตา
- รักษาโรคลักปิดลักเปิด หรือที่รู้จักกันในชื่อของโรคเลือดออกตามไรฟัน
- ช่วยควบคุมและลดระดับน้ำตาลในเลือด รวมไปถึงไขมันในเส้นเลือด
- วิตามินเคในมะเขือเทศช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง ไม่เปราะแตกง่าย ป้องกันการเกิดโรคกระดูกพรุนในผู้สูงอายุ
- ควบคุมของเหลวในเซลล์และเนื้อเยื่อ ลดอาการบวมน้ำของร่างกาย
- ทำความสะอาดและลดระดับคอเลสเตอรอลในกระแสเลือด รวมไปถึงตามผนังหลอดเลือด
- ลดความเครียด อาการซึมเศร้า วิตกกังวล
- บำรุงเส้นให้นุ่มสลวยเงางาม แข็งแรง สุขภาพดี

สรรพคุณด้านอื่นๆ ของสารอาหารในมะเขือเทศ

- ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก
- ไลโคปีน ส่วนประกอบของน้ำ และไฟเบอร์ในมะเขือเทศ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้เช่นกัน
- ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอด มะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม รวมไปถึงมะเร็งบริเวณตับอ่อน
- คุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่ ลดเลือนและป้องกันการเกิดริ้วรอยก่อนวัย
- ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื้น อิ่มน้ำ ลดการเกิดของสิว รวมทั้งทำให้รอยแผลเป็นจางลง

มะเขือเทศดิบ VS มะเขือเทศปรุงสุก

ผลการวิจัยจากหลายสถาบันยืนยันว่า มะเขือเทศที่ผ่านความร้อนในการปรุงอาหารแล้ว จะทำให้การยึดจับของไลโคปีนกับเนื้อเยื่อของมะเขือเทศอ่อนตัวลง ด้วยเหตุนี้ไลโคปีนจึงถูกร่างกายนำไปใช้ได้ดีและรวดเร็วกว่าการรับประทานมะเขือเทศที่ยังไม่ผ่านการปรุงสุก

ในผลการวิจัยยังชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า ไลโคปีนเป็นสารอาหารที่ละลายได้ดีในไขมัน หากเราใช้น้ำมันในการประกอบอาหารที่มีมะเขือเทศ ก็จะยิ่งทำให้ร่างกายสามารถดึงไลโคปีนไปใช้ได้ดียิ่งขึ้น

แต่... สารอาหารบางตัวในมะเขือเทศที่มีประโยชน์ด้านการบำรุงผิวพรรณ อาทิ วิตามินซี อาจถูกทำลายระหว่างผ่านความร้อนในการปรุงสุก จึงมีคำแนะนำให้ผู้หญิงอย่างพวกเรารัยประทานมะเขือเทศสดร่วมด้วย ขณะที่ผู้ชายควรรับประทานแบบปรุงสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนในปริมาณที่พอเหมาะ ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้

เรื่องของน้ำมะเขือเทศ

จากการวิจัยของ อ.แววตา เอกชาวนา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ พบว่าวิธีการดื่มน้ำมะเขือเทศเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดนั้น หากเป็นการดื่มระหว่างท้องว่างหรือก่อนการรับประทานอาหาร ให้หยดน้ำมันลงในน้ำมะเขือเทศด้วย เพื่อช่วยในเรื่องของการดูดซึมไลโคปีน ขณะที่การดื่มน้ำมะเขือเทศหลังอาหาร สามารถดื่มได้ทันที เนื่องจากไขมันในอาหารที่เรารับประทานเข้าไป สามารถส่งเสริมการดูดซึมไลโคปีนได้มากขึ้นอยู่แล้ว

ผู้ป่วยกับน้ำมะเขือเทศ

หากไม่มีการเติมน้ำตาลลงในน้ำมะเขือเทศ ก็สามารถให้ผู้ที่เป็นโรคอ้วน เบาหวาน รวมทั้งผู้ที่กำลังลดน้ำหนักสามารถรับประทานได้

สำหรับผู้ที่ไม่ควรรับประทานมะเขือเทศ รวมไปถึงน้ำมะเขือเทศด้วยนั้น นั่นก็คือผู้ป่วยโรคไต และผู้ที่มีภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง เนื่องจากในมะเขือเทศมีปริมาณของโพแทสเซียมค่อนข้งมาก และร่างกายอาจทำการขับโพแทสเซียมออกไม่หมด

นอกจากนี้ ผู้ช่วยโรคกรดไหลย้อน ก็ไม่ควรรับประทานมะเขือเทศมากเกินไป เพราะฤทธิ์ที่เป็นกรดอ่อนๆ อันจะเข้าไปกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบของโรคได้

เคล็ดลับการทำน้ำมะเขือเทศให้กินง้าย ง่าย โดย อาจารย์แววตา นักโภชนาการบำบัดและผู้เชี่ยวชาญเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ คือ

ให้นำมะเขือเทศจุ่มลงไปในน้ำร้อนประมาณ 20-30 วินาที แล้วจึงค่อยนำไปปั่นรวมกับโยเกิร์ตและน้ำแข็ง หรืออาจผสมน้ำส้มสด น้ำมะนาว น้ำผึ้ง รวมไปถึงน้ำผลไม้อื่นๆ เพื่อให้กลบกลิ่นและรสชาติเดิมของมะเขือเทศด้วยก็ย่อมได้

ปริมาณของน้ำมะเขือเทศที่ควรดื่มต่อวัน

สำหรับผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัวใดๆ ควรดื่มน้ำมะเขือเทศไม่เกินวันละ 2 แก้ว หรือ 2 กล่อง ในปริมาณกล่องละ 200 มิลลิลิตรต่อวัน อันเป็นปริมาณที่ร่างกายสามารถขับโพแทสเซียมส่วนที่เหลือใช้ออกได้หมด

ส่วนข้อควรระวังในการรับประทานน้ำมะเขือเทศกล่อง ควรเลือกซื้อน้ำมะเขือเทศที่บนฉลากระบุปริมาณโซเดียมไว้ต่ำ เนื่องจากหากร่างกายของเรามีปริมาณโซเดียมในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง อาจส่งผลร้ายทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมามากมายได้

น้ำมะเขือเทศกับผิวขาวอมชมพู?

จากการศึกษาของรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ รัชนี คงคาฉุยฉาย อาจารย์ประจำสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าสารอาหารในน้ำมะเขือเทศ อาทิ เบต้าแคโรทีน ไลโคปีน และเม็ดสีส้มแดงของมะเขือเทศนั้น เมื่อมนุษย์รับประทานเข้าไปเป็นระยะเวลาติดต่อกันนาน ๆ และมากเพียงพอ จะช่วยกระตุ้นให้ผิวพรรณดูเปล่งปลั่ง อมชมพูได้จริง แต่หากหยุดรับประทานสัก 1 สัปดาห์ สีผิวของเราก็จะเปลี่ยนกลับไปเป็นสีผิวเดิมเช่นกัน

12 บทสรุปกับการรับประทานมะเขือเทศเพื่อบำรุงผิว

1. ควรเลือกรับประทานมะเขือเทศปรุงสุก เพื่อให้ร่างกายได้รับสารไลโคปีนในปริมาณที่เพียงพอ
2. มะเขือเทศปรุงสุกมีไลโคปีน ในปริมาณที่สามารถลดความเสี่ยงการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชายได้
3. มะเขือเทศที่ยังไม่ผ่านการการปรุงสุก มีวิตามินและสารอาหารสำคัญต่อการบำรุงผิว
4. ควรดื่มน้ำมะเขือเทศหลังอาหาร เพื่อช่วยในการดูดซึมไลโคปีนได้ดีและรวดเร็วยิ่งขึ้น
5. ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศเกินวันละ 2 แก้ว หรือในปริมาณ 200 มิลลิลิตร เพราะอาจมีโพแทสเซียมตกค้างในร่างกายได้
6. เลือกน้ำมะเขือเทศบรรจุกล่องหรือขวดที่มีปริมาณโซเดียมต่ำ
7. ผู้ป่วยโรคไตไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศ
8. ผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนไม่ควรรับประทานน้ำมะเขือเทศมากเกินไป
9. วิตามินในน้ำมะเขือเทศช่วยบำรุงผิวพรรณ แต่ไม่ได้ช่วยให้ผิวขาวขึ้น หรือขาวอมชมพูขึ้นแต่อย่างใด
10. ไม่ควรดื่มน้ำมะเขือเทศในปริมาณมากๆ หรือติดต่อกันเป็นระยะเวลานานๆ เพราะอาจทำให้เป็นโรคนิ่วได้
11. มะเขือเทศเป็นผลไม้ที่คนทั่วโลกนิยมรับประทานกันมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆ
12. ซอสมะเขือเทศช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดหลังจากการหกล้ม หรือถูดมีดบาดได้ นอกจากนี้สามารถนำมาหมักผมเพื่อป้องกันการเปลี่ยนไปของสีผม อันเนื่องมาจากการว่ายในน้ำในสระที่มีคลอรีนได้อีกด้วย

จากข้อมูลที่เชื่อถือได้ของการค้นคว้าวิจัยโภชนาการในมะเขือเทศ ทำให้เราได้รู้ว่าผลไม้ลูกเล็กสีสวยชนิดนี้มีคุณค่าเกินตัว ซึ่งสามารถช่วยสร้างเสริมสุขภาพที่ดีให้กับผู้ที่รับประทานเป็นประจำได้ รู้แบบนี้แล้วสาวๆ Spice ก็อย่าลืมซื้อมะเขือเทศติดบ้านไว้ เพื่อเสริมสร้างร่างกายและความสวยความงามกันให้ถ้วนหน้าเลย

เป็นยังไงกันบ้าง สาวๆ Spice ชอบ 'ประโยชน์ของ "น้ำมะเขือเทศ" กันบ้างมั้ยเอ่ย??

Preload

บทความที่ได้ถูกแนะนำ


ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg 0c1d5d79 0482 479f b136 d0fdd48d4e23

Ploynil Chitima

นักเขียนตัวเล็กๆ