ทองใบ อัพเดทเมื่อ 13:04 10/05/2559
Thumb lg untitled

15 อันดับเกม RPG ที่ดีที่สุดตลอดกาล ไม่เล่นไม่ได้แล้ว!

3576 Spice

เตรียมตัวให้พร้อม เตรียมหลุดเข้าไปสู่โลกแห่งจินตนาการ! ใครยังไม่เคยเล่นเกมไหน ต้องลอง

game RPG

เกม RPG (Role-Playing Game) หรือเกม "สวมบทบาท" เป็นเกมประเภทหนึ่งที่มีประวัติยาวนาน เพราะจินตนาการของคนเราได้สร้างสรรค์โลกเสมือนจริงขึ้นมากมายไม่รู้จบ การเอาโลกเสมือนจริงนี้ไปใส่ใน "เกม" ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้เราหลุดจากโลกแห่งความจริงเข้าไปสวมบทบาทในโลกจินตนาการได้ เกม RPG จึงกำเนิดขึ้นมามากมาย ในบทความนี้ เราจะพาไปดู 15 อันดับเกมสวมบทบาทยอดเยี่ยมกันนะครับ

15. Mount & Blade: Warband

มีเกมไม่มากที่ออกแบบระบบการต่อสู้แบบ “อัศวิน” ในยุคกลางได้อย่างตื่นเต้นเร้าใจ และ Mount & Blade คือหนึ่งในนั้น เกมนี้ยังมีระบบการวางแผน บริหารจัดการกองทัพ ชุบเลี้ยงกองทัพตั้งแต่ชาวนาจนเป็นทหารกล้า ซึ่งเป็นระบบที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้เกมนี้ติดอันดับ คือการมอบประสบการณ์ “ผู้กล้า” บนสนามรบให้กับคุณอย่างแท้จริง ผลแพ้ชนะในสงครามทุกอย่างขึ้นอยู่กับฝีมือการขี่ม้า แทงหอก ฟันดาบ หรือการอ่านใจศัตรูของคุณ เกมยังมีระบบหาพันธมิตร แต่งงาน ปล้นสะดม สร้างฐานะการเงิน สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้เล่นต้องขยันหาทรัพยากร ศัตรู หรือพันธมิตรเพื่อชัยชนะในครั้งต่อไป ถึงแม้ตัวเกมปกติจะไม่ค่อยลุ่มลึกเท่าไหร่ แต่มหกรรมความสนุกจะเกิดขึ้นถ้าคุณลง Mods ผู้เล่นหลายคน เกมนี้จะกลายเป็นสงครามยุคกลางขนาดย่อมเลยทีเดียว

14. Torchlight 2

คุณอาจจะปรามาสว่า Torchlight 2 เป็นแค่ “เกมเลียนแบบ Diablo อีกเกม” แต่ความคิดเปลี่ยนจากผิดเป็นถูกได้เพียงแค่ลองสัมผัสเกมนี้ โลกของ Torchlight นั้นสวยงามสดใสเต็มไปด้วยสีสัน น่าหลงใหลน่าออกสำรวจ ระบบดันเจียนก็ได้รับการปรับปรุงจากภาคแรกไปมาก มีระบบสัตว์เลี้ยงที่สารพัดประโยชน์ แถมอารมณ์ขันยังอยู่ในระดับแนวหน้า สิ่งเหล่านี้ทำให้เกมเข้าถึงได้ง่ายขึ้น แถมระบบการเล่น 6 คนพร้อมกันนั้นเป็นอะไรที่บ้าระห่ำสุดๆ เพราะทุกคนจะแย่งกันล่าของที่ดี (หรือฮากว่า) ถึงแม้โลกของเกมจะใหญ่มากและใช้เวลาเล่นค่อนข้างนาน แต่พอคุณเล่นจบ ความสนุกจะยังไม่จบ เพราะยังมี Mods อีกหลากหลายที่จะทำให้คุณสนุกกับเกมต่อ

13. Neverwinter Nights 2

Neverwinter Nights ภาคแรกใน ปี 2002 นั้นเป็นเกมที่ดี แต่ถ้าพูดถึงการเล่นโหมดเนื้อเรื่องแล้ว Neverwinter Nights 2 เหนือชั้นกว่ามาก ภาคแรกมีโหมดเนื้อเรื่องที่ค่อนข้างอ่อน เน้นนำเสนอรูปแบบการเล่นในกฎของ Dungeon & Dragon จากในหนังสือ DM Kit แต่ภาคที่สองได้เปลี่ยนมือพัฒนาเป็น Obsidian Entertainment พวกเขาเน้นไปที่การสร้างเนื้อเรื่องที่สนุกและตราตรึงใจ ทำให้ภาคต่อของ Neverwinter Nights เป็นภาคต่อที่ลุ่มลึกกว่าเกมต้นฉบับ

เหตุการณ์ในเกมเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ผู้ร่วมทางอย่างคนแคระเสียงห้าว และ Khelgar หมัดเหล็กนั้นเป็นคาแรคเตอร์เจ๋งๆที่ยากจะหาใครเทียบ แถมยังมีภาคเสริมคุณภาพอย่าง Mask of the Betrayer, Storm of Zehir และ Mysteries of Westgate ออกมาช่วยตอกย้ำความสุดยอดให้เกมยิ่งขึ้นไปอีก

12. Dragon Age: Origins

Dragon Age Origins ไม่ใช่เกมสำหรับผู้เล่นที่ยอมอะไรง่ายๆ มันเป็นเกม RPG ที่ซับซ้อน ทำให้คุณต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา การผจญภัยเริ่มต้นขึ้นเมื่อคุณเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ถูกเปลี่ยนเป็น “Grey Warden” ภารกิจหลักของคุณคือการสังหาร Darkspawn สัตว์ประหลาดที่หมายปองจะยึดครองโลก และคุณต้องหยุดยั้งพวกมันให้ได้ ระหว่างภารกิจกู้โลก คุณสามารถเลือกเล่นคาแรคเตอร์ในทีมของคุณสลับไปมาได้ แต่ละตัวละครทำให้ระบบการเล่นแปลกใหม่ และข้อดีที่สุดของ Dragon Age ภาคนี้ก็คือเนื้อเรื่องที่น่าตื่นเต้นระทึกใจ ให้คุณสวมบทบาทเป็นขุนนางบ้านๆ ไต่เต้าไปสู่นักรบผู้ยิ่งใหญ่

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น เกมนี้เหมาะสำหรับผู้เล่นที่จริงจังและชอบความท้าทาย โดยต้องใช้เวลาเล่นกว่า 70 ชั่วโมง ถึงจะจบโหมดเนื้อเรื่องหลักได้ บอกลาโลกแห่งความจริงไปได้เลยถ้าคุณคิดจะเริ่มเล่นเกมนี้

11. Baldur’s Gate 2

ปัญหาหนึ่งของเกมที่ใช้กฏ D&D (Dungeon & Dragon เกมเก่าที่เป็นรากฐานของเกม RPG ส่วนมากในปัจจุบัน) คือตัวละครที่เลเวลต่ำจะทำอะไรไม่ได้มาก แต่ Buldur’s Gate 2 แก้ปัญหานั้นด้วยการให้คุณจัดตั้ง Party ได้ตั้งแต่เริ่มเกม หรือเริ่มเกมที่เลเวล 7 คุณจะไม่ได้เป็นแค่นักดาบอ่อนหัดหรือนักเวทย์ที่ทำได้เพียงยิงไฟใส่ศัตรู แล้วดาเมจเท่ามดกัดอีกต่อไป แต่คุณมีพลังที่กำจัดพวกมันได้ตั้งแต่ต้นๆเกม นับเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของเกม D&D

เมื่อคุณเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น การทำเควสก็สนุกขึ้น Baldur’s Gate 2 มีภารกิจเยอะมากเมื่อเทียบกับเกม RPG อื่นๆ ผู้พัฒนาอย่าง Bioware ได้สร้างระบบ Infinity Engine ซึ่งผสมผสานระหว่างระบบการต่อสู้และเควสออกมาได้ลื่นไหล เกมเน้นไปที่การวางแผนและกลยุทธ์ในการต่อสู้ บังคับตัวละครถึง 6 ตัวได้โดยไม่ต้องหยุดออกคำสั่ง นับเป็นเกมที่แหวกกฎ D&D และเพิ่มระบบหลายๆอย่างเข้ามาทำให้แตกต่างจากเกมอื่นๆ

10. Divinity: Original Sin

Divinity คือเกมที่ระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Kickstarter และประสบความสำเร็จอย่างมาก เกมนี้แตกต่างจากเกม RPG ทั่วๆไปตรงที่ ผู้พัฒนาเลือกที่จะออกแบบเกมให้เป็นแนว “Co-op” หรือช่วยกันเล่นตั้งแต่แรก เราสามารถเล่นสองตัวละครสลับกันได้ในโหมดเนื้อเรื่อง แต่ละตัวก็จะมีปฏิกิริยาโต้ตอบซึ่งกันและกันผ่านบทสนทนา บางอย่างที่ตัวละครตัวนึงเห็นด้วย อีกตัวอาจไม่เห็นด้วย เขาอาจจะทำให้ภารกิจของคุณล้มเหลว หรือฆ่า NPC ที่คุณต้องคุยด้วยก็ได้ ทำให้แต่ละเควสมีทางเลือกแตกต่างกันไปไม่สิ้นสุด

เนื้อเรื่องของเกมก็พิศดารไม่แพ้กัน บางครั้งคุณต้องเจอกับศัตรูอย่างก็อบลินขี่หุ่นยนต์ยักษ์ หรือคุยกับสุนัขเพื่อผ่านเควส แถมสุนัขยังเล่าเรื่องราวรันทดจนคุณต้องน้ำตาคลออีกต่างหาก สิ่งเหล่านี้ทำให้ Divinity: Original Sin เป็นเกม RPG ที่แปลกใหม่ เนื้อเรื่องยิ่งใหญ่และเหนือจินตนาการ

9. Star Wars: Knights of the Old Republic 2

ขณะที่เกมภาคแรกสร้างปรากฏการณ์จนกลายเป็นเกมสตาร์วอร์คลาสสิคไปแล้ว ภาคต่ออย่าง Star Wars: Knights of the Old Republic 2 ก็ยกระดับแฟรนไชส์ขึ้นไปอีก ตัวละครเจไดของคุณจะอยู่ตรงกลางระหว่างพลังด้านมืดและสว่าง คุณสามารถเลือกสร้างพันธมิตร แล้วค่อยหักหลัง หรือตัวเลือกที่คุณคิดว่าดี อาจจะเป็นการทรยศตัวละครตัวอื่น เนื้อเรื่องของเกมจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่คุณทำ ส่งผลถึงตอนจบเกมที่จะทำให้คุณ “อึ้ง” กับสิ่งที่ได้ทำลงไป

8. Vampire: The Masquerade – Bloodlines

“บรรยากาศ” เป็นสิ่งที่ทำให้เกมนี้โดดเด่นกว่าเกมอื่นๆ ลองจินตนาการว่าคุณอยู่ในผับสไตล์โกธิค กำลังติดต่อทำเควสกับ NPC คนหนึ่งอยู่ จากนั้นคุณก็ออกมาในตรอกมืดๆ เพื่อดูดเลือดหนูประทังชีวิต คุณเดินต่อไปยัง Ocean House Hotel โรงแรมที่หลอนที่สุดในเกม (และเป็นเควสที่ดีที่สุดในเกมด้วย)

ใช่แล้ว! คุณคือแวมไพร์ที่เดินปะปนกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน พวกแวมไพร์ถูกแบ่งออกเป็น 7 กลุ่ม คุณต้องทำภารกิจให้กับลอร์ดแวมไพร์ ก่อนที่จะพบเจอกับเหตุการณ์ที่พลิกโฉมประวัติศาสตร์แวมไพร์ไปตลอดกาล ด้วยบรรยากาศสุดหลอนที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เกมนี้แตกต่างจากเกมถือดาบเสกเวทย์เกมอื่นๆในลิสต์ ถึงแม้เกมนี้จะอุดมไปด้วยบัคมหาศาล แต่การันตีได้ว่าไม่มีเกมไหนที่จะทำให้คุณสวมบทเป็นแวมไพร์ได้ถึงลูกถึงคนเท่าเกมนี้อีกแล้ว คุณอาจจะสบายใจเรื่องบัคได้ เพราะตั้งแต่ปี 2004 ที่เกมวางจำหน่าย ก็มีคนทำ Patch แก้ไขเรื่อยๆจนทำให้เกมดีขึ้นกว่าเดิมมาก

7. Final Fantasy XII

นับตั้งแต่ Final Fantasy ภาคแรกวางจำหน่ายในปี 1987 เกมภาคที่ 12 ของซีรีย์นี้ นับว่าเป็น “ที่สุด” ของซีรีย์

ระบบการต่อสู้แบบวางแผนของภาคนี้ยอดเยี่ยมด้วยหลายๆเหตุผล อย่างแรกคือ ฉาก Cut Scenes ที่ยอดเยี่ยม ทั้งฉากต่อสู้และเสียงพากษ์ อย่างที่สองคือระบบการต่อสู้ที่พัฒนาไปมาก ข้อจำกัดต่างๆน้อยลง ทำให้คุณออกแบบกลยุทธ์ได้หลากหลายขึ้น ทำให้ระบบการต่อสู้ในเกมซีรีย์นี้ดูดีขึ้นมาก

เนื้อเรื่องหลักของเกมกล่าวถึงกลุ่มตัวละครที่ต้องการปลดแอกประเทศ Delmasca จากจักรวรรดิ Archadian ภารกิจของเกมนั้นโหดพอสมควร แต่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เกมสนุก แถมคุณยังได้ออกผจญภัยไปกับคาแรคเตอร์ที่น่าหลงรัก ช่วยกันฝ่าภารกิจจนไปถึงบทสรุป

ตัวภารกิจหลักใช้เวลาเล่นถึง 50 ชั่วโมง แต่ถ้าคุณอยากจะจบเกมแบบ 100% คุณต้องใช้เวลาเล่นกว่า 150 ชั่วโมง ถึงเกมจะยาว แต่ระหว่างทางจะเป็นประสบการณ์ที่คุณไม่รู้ลืม

6. Dark Soul

ถ้าพูดถึงเกมยากมหาโหด แน่นอนว่าต้องมีเกมอย่าง Dark Soul ติดโผ ความโหดหินของเกมจะทำให้คุณอุทานตลอดว่า “อีกแล้วเหรอ!” เพราะคุณจะเห็นข้อความขึ้นว่า “You Died” นับครั้งไม่ถ้วน เกมมีหลายสิ่งที่จะทำให้คุณตายได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะเป็นบอสโคตรโหดที่เจอตอนเริ่มเกมแต่ตีผู้เล่น 3-4 ครั้งตาย หรือเดินดุ่มๆไปเปิดหีบหาของโดนปีศาจดูดเข้าไป ผู้เล่นจะรับบทเป็นนักสู้ที่ตายไปแล้ว แต่วิญญาณกลับคืนมาเพื่อทำภารกิจปราบจอมมารให้สำเร็จ เพราะคำว่า “ตายไปแล้ว” นี่แหละ เกมถึงทำให้เราตายแล้วตายอีกได้ตลอดเวลา

โลกของเกมนั้นมืดหม่นและเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดสุดโหดมากมาย ด้วยความยากของเกม จึงเป็นเวทีที่ทำให้คุณต้องแสดงทักษะ หลบหลีก วางแผนปะทะ และที่สำคัญคือ ฝึกความอดทน เนื้อเรื่องของ Dark Soul อาจจะไม่ได้ดี แต่ตัวเกมก็เอื้อให้คุณตัดสินชะตาและสร้างเส้นทางไปถึงตอนจบด้วยตัวเอง ด้วยความยากโหดหินดังที่กล่าวมาอาจจะทำให้คุณเบือนหน้าหนีเกมนี้ได้ง่ายๆ เกมนี้จึงเหมาะกับผู้เล่นที่มีความอดทนสูงเท่านั้น

5. Deus Ex

ภารกิจสังหารบุคคลสำคัญอยู่ตรงหน้า คุณจะทำอย่างไรเพื่อจะผ่านภารกิจไปได้? เดินออกไปกวาดกระสุนใส่ร่างศัตรู? หรือคุณอยากจะลอบย่องฆ่าแบบเนียนๆแทนก็ได้ ถ้าคุณไม่อยากเสี่ยงคุณก็อาจจะใช้สไนเปอร์ หรือถ้าคุณไม่อยากเปิดเผยตัวตน ก็แฮคคอมพิวเตอร์สักเครื่องแล้วเรียกกำลังเสริม หรือถ้าร่างกายไม่อยากปะทะ คุณก็อาจจะไปคุยกับยาม ชวนเขาไปทานมื้อเที่ยงแล้วย่องไปหาเป้าหมายสบายๆ

สิ่งที่กล่าวมาข้างต้นคือความอิสระที่ Deus Ex จะมอบให้คุณ คุณมีตัวเลือกในการผ่านภารกิจไม่รู้จบ ระบบอัพเลเวลก็เป็นเหมือนการทดสอบอะไรใหม่ๆมากกว่า เพราะการอัพเกรดนั้นหลากหลาย แม้แต่อาวุธของคุณเองก็เลเวลอัพได้เช่นกัน ปืนพกธรรมดาๆก็สามารถเปลี่ยนเป็นปืนสังหารโหด ทางเลือกอิสระหลายๆอย่าง ทำให้เกมนี้มีความท้าทายและสนุกสุดๆ

โลกของเกมยังสนุกที่จะออกสำรวจ สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยตรอกมืดๆที่มีเครื่องระบายอากาศติดที่ผนัง ทุกอย่างที่คุณเห็น โน้ตที่ทิ้งไว้ หรือรอยบนกำแพง ล้วนเป็นเบาะแสที่จะนำคุณไปสู่ภารกิจ, ทฤษฎีสมคบคิด หรือพันธมิตรใหม่ๆ ถึงแม้เกมต้นฉบับจะอายุมากแล้ว และภาคใหม่อย่าง Human Revolution จะดูดีกว่า แต่เกมภาคต้นฉบับก็ยังดีกว่าในเรื่องของความเปิดกว้าง และความฉลาดหลักแหลม

4. Fallout: New Vegas

ถึงแม้ภาคต้นอย่าง Fallout 3 จะประสบความสำเร็จอย่างมาก แต่ยังมีแฟนๆบางส่วนไม่ชอบ เพราะมันค่อนข้างแตกต่างจากภาคต้นคลาสสิคอย่าง Fallout 1 และ 2 ที่พัฒนาโดย Interplay จนในที่สุดค่าย Obsidian ก็สนองความต้องการของแฟนๆ ด้วยการพัฒนา Fallout: New Vegas และพาผู้เล่นกลับไปสู่แดนตะวันตกอันป่าเถื่อน นำระบบองค์กรกลับมาอีกครั้ง คุณต้องเลือกว่าจะเข้าร่วมองค์กรใด และทำภารกิจเพื่อให้พวกเขาเชื่อใจ สิ่งที่คุณทำยังส่งผลถึงค่าความดีเลว คนที่คุณทำดีด้วย อาจจะเป็นคนที่คุณไม่น่าเชื่อใจเลยก็ได้ เกมยังใส่อารมณ์ขันแบบตลกร้ายเข้าไปเยอะขึ้น ทำให้เกมยิ่งดูมีสีสัน

เกมยังอุดมไปด้วยโลกที่เต็มไปด้วยรายละเอียด ตัวละครที่มีภูมิหลัง เรื่องเล่าน่าสนใจ ภารกิจที่ท้าทาย และยังมีโหมดการเล่นแบบ “Hardcore” ซึ่งทำให้การเอาตัวรอดของคุณโหดหินมากขึ้น คุณใช้ยาเพิ่มเลือดได้จำกัด ต้องหาน้ำและอาหารประทังชีวิต และต้องได้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ เรียกได้ว่าเหมือนหลุดเข้าไปเอาตัวรอดในโลกของเกมจริงๆ

3. Mass Effect 2

อวกาศเป็นสถานที่ที่ลึกลับ น่าหลงใหล น่าค้นหา หากคุณอยากจะตะลุยอวกาศโดยได้อรรถรสเหล่านั้น Mass Effect 2 มอบประสบการณ์นั้นให้คุณได้ ถึงแม้ภาคแรกจะปูเรื่องราวมหากาพย์อวกาศไว้อย่างดี แต่ระบบการเล่นเรียกได้ว่าห่างชั้นจากภาค 2 อย่างมาก Mass Effect 2 ได้ปรับปรุงระบบการต่อสู้ ทำให้การปะทะกับศัตรูลื่นไหลสนุกมากขึ้น

แต่แทนที่เราจะตั้งหน้าตั้งหน้ายิงหุ่นยนต์ หรือออกสำรวจอวกาศอย่างเดียว เรายังต้องดูแลลูกเรือบนยาน ลูกเรือแต่ละคนมีภูมิหลังและชีวิตที่น่าสนใจ มีภารกิจที่ให้เราไปช่วย พอได้ทำภารกิจเหล่านี้ เราก็จะเริ่มหลงรักลูกเรือแต่ละคนเหมือนเพื่อนเหมือนครอบครัว ออกปฏิบัติภารกิจร่วมกันจนไปถึงภารกิจสุดท้ายที่ตรึงเครียดและแสนสะเทือนใจ มีเกม RPG ไม่กี่เกมที่จะมอบประสบการณ์ให้คุณจมดิ่งไปกับตัวละครได้มากเท่านี้ Mass Effect 2 จึงเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกของประวัติศาสตร์เกม RPG เลยทีเดียว

2. The Elder Scrolls V: Skyrim

คำว่า “อลังการ” คงยังน้อยไปสำหรับเกมภาคที่ 5 ในซีรีย์ Elder Scrolls อย่าง Skyrim คุณรับบทเป็นนักโทษคนหนึ่งที่หนีรอดมาได้จากการบุกทำลายของมังกร ก่อนที่จะค้นพบว่าตัวเองคือ “Dragonborn” สายเลือดหนึ่งเดียวที่สามารถสังหารมังกรได้ คุณจึงเป็นความหวังเดียวที่จะกอบกู้อาณาจักร Tamriel จากเพลิงผลาญของมังกร นอกจากเควสหลักสุดอลังการแล้ว คุณยังต้องเข้าร่วมสงครามกลางเมืองโดยต้องเลือกข้างระหว่างฝ่ายเจ้าเมืองหรือฝ่ายกบฏ และยังมีเควสขององค์กรลับอีกมากมายไม่รู้จบ แต่ละเควสก็มีเส้นทางมากมายในการจบเควส เรียกได้ว่าเป็นเกมที่หยิบมาเล่นแล้วไม่มีวันเบื่อ

นอกจากเควสมากมายมหาศาลแล้ว Skyrim ยังเป็นเกม Open World ที่เต็มไปด้วยรายละเอียด สถานที่ต่างๆสวยงามน่าหลงใหล เหล่า NPC มีกิจวัตรประจำวันเป็นของตัวเอง โลกของเกมล้วนมีชีวิตชีวา ระบบการต่อสู้ที่สนุก การใช้เวทย์มนต์ที่อลังการ ถึงเกมนี้จะมีอายุ 5 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีคนหยิบมาเล่นใหม่เสมอ แถมปัจจุบันยังมี Mod รองรับเยอะเป็นภูเขา ทำให้เกมนี้เป็นหนึ่งในเกมที่หยิบมาเล่นซ้ำได้โดยไม่รู้เบื่อ

1. The Witcher 3

คำว่า RPG ย่อมาจาก Role-Playing Game หรือแปลว่า “เกมสวมบทบาท” ซึ่งเกมที่ทำหน้าที่นี้ได้ดีเยี่ยมก็คือ The Witcher 3 ภาคสุดท้ายของมหากาพย์นักล่าปีศาจผมขาว นอกจากระบบต่อสู้ที่สนุกท้าทาย ซึ่งพัฒนาจากภาค 2 ไปมาก ภาคนี้ยังอุดมไปทิวทัศน์ที่สวยงาม และรายละเอียดต่างๆที่ทำให้โลกของเกมมีชีวิตชีวาอย่างมาก เช่น ระหว่างที่คุณเดินอยู่ในเมือง คุณอาจจะได้พบกับเอลฟ์คนหนึ่งที่โดนรังแกจากการเหยียดชาติพันธุ์ NPC แทบทุกตัวไม่ใช่แค่หุ่นเดินไปเดินมา หรือแม้แต่ตัวละครสำคัญในเรื่องก็ยังลุ่มลึก บางตัวละครเราอาจทั้งรักทั้งเกลียด ภารกิจต่างๆในเกมแปลกใหม่และเหนือจินตนาการ มีตัวเลือกศีลธรรมท้าทายผู้เล่นตลอดเวลา ทุกภารกิจล้วนส่งผลถึงโลกของเกมโดยรวมและฉากจบที่มีมากมายหลายแบบ คุณจะไม่เคยอินไปกับตัวละคร และโลกในเกมมากเท่าเกมนี้ เพราะทุกองค์ประกอบเอื้อให้เกมนี้เป็น “ที่สุดแห่งเกมสวมบทบาท” จริงๆ

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!

Author

Thumb lg dad8e8af cf7f 467b ba20 98ad1ed61445

ทองใบ