Boomerang 2560/01/31 17:52
Thumb lg visa free countries

ไม่มี Visa ก็เข้าได้? แนะนำ 10 ประเทศสวยแต่นอกกระแส เที่ยวได้ไม่ต้องง้อ Visa!

14178 Spice

จะเที่ยวทั้งทีต้องมาเสียเวลาขอวีซ่า คุณหมดห่วงเรื่องนั้นไปได้เลย! วันนี้เรามีประเทศสวยๆนอกกระแส เที่ยวได้แบบง่ายๆโดยไม่ต้องขอ Visa สักนิด

travel Visa Free Attractions

หนึ่งในความน่าเบื่อหน่ายของการจะเดินทางหรือไปท่องเที่ยวที่ไหนก็พวกเราๆส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องการขอวีซ่า ซึ่งบางทีก็ขอได้บ้างไม่ได้บ้าง ทำให้ความสนุกที่จะเดินทางของหลายคนนั้นหมดลงไป แต่วันนี้ทางเรามีจุดหมายปลายทางแบบแจ๋วๆที่ไม่ต้องขอวีซ่าก็ก้าวเท้าเข้าไปเยี่ยมเยือนได้ ถ้าพร้อมแล้วไปดูกันมีที่ไหนเจ๋งๆที่น่าเก็บกระเป๋าบินไปกันบ้าง!!

10. Bahrain - ประเทศบาห์เรน (14 วัน)

หนึ่งเดียวของประเทศแดนอาหรับที่นักท่องเที่ยวชาวไทยแพ็คกระเป๋าบินไปเที่ยวได้เลยโดยไม่ต้องขอวีซ่า แม้ชื่อเสียงของประเทศบาห์เรนในเรื่องท่องเที่ยวอาจไม่โด่งดังเท่าจอร์แดน อิหร่าน โอมาน หรือสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ในแง่ของวัฒนธรรมดั้งเดิม และสถานที่ท่องเที่ยว ก็นับว่ามีความน่าสนใจเลยทีเดียว
บาห์เรน รายล้อมด้วยทะเลรอบด้าน แต่แผ่นดินทั้งหมดนั้นก็เป็นลักษณะภูมิประเทศแบบทะเลทราย ดังนั้นไม่ต้องกังวลว่าเดินทางไปเยือนแล้วจะไม่ได้เห็นอูฐ โดยเฉพาะฟาร์มอูฐจานาบิยา ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อการอนุรักษ์โดยเฉพาะ

9. Russia - ประเทศรัสเซีย (30 วัน)

ประเทศยุโรปหนึ่งในมหาอำนาจ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยไปเยือนได้อย่างสะดวก ยาวนานถึง 30 วัน
สถานที่เที่ยวสำคัญที่พลาดไม่ได้เลยคือ กรุงมอสโก เมืองหลวงที่ตั้งพระราชวังเครมลิน หรือโรงละครบัลเลต์บอลชอยอันเลื่องชื่อ และสัมผัสความตื่นตาตื่นใจไปกับอลังการงานสร้างของสถาปัตยกรรมที่เมืองเซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก
ส่วนใครชื่นชอบธรรมชาติสุดแปลก มีที่เดียวในโลก ก็เหมาะจะมุ่งไปทางตอนใต้ของไซบีเรีย ย่ำเยือนทะเลสาบที่ลึกที่สุดในโลกอย่างไบคาล ซึ่งเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ

8. Turkey - ประเทศตุรกี (30 วัน)

แน่นอนว่ามาถึงตุรกีต้องไม่พลาดที่จะไปเยือนนครอิสตันบูล และอังการา แต่ประเทศนี้ไม่ได้มีแค่อิสตันบูล หรือเมืองหลวงอังการา แต่ยังมีเมืองท่องเที่ยวน่าสนใจ อีกเป็นจำนวนมากกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ
แต่นอกจากเมืองใหญ่แล้ว ยังมีความงามของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอย่างน้ำพุร้อน และถ้ำเถื่อนสุดมหัศจรรย์ แหล่งท่องเที่ยวระดับโลกที่ไม่ควรพลาดในการชมทัศนียภาพในมุมสูงจากบอลลูน หรือท่องเที่ยวริมทะเลเมดิเตอร์เรเนียนที่ยังเหลือร่องรอยประวัติศาสตร์ตั้งแต่ยุคก่อนคริสตกาล

7. Seychelles - ประเทศเซเชลส์ (30 วัน)

ผืนน้ำอันงดงามแห่งเกาะเซเชลส์ไม่ด้อยไปกว่ามัลดีฟส์เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังผสมผสานระหว่างความสมบูรณ์ของธรรมชาติในเขตอุทยานฯ สัตว์ และพืชพรรณหายากเพียงแห่งเดียวในโลก ตลอดจนวิถีชีวิตพื้นบ้าน
หมู่เกาะแห่งนี้กระจายตัวอยู่กลางทะเลแอฟริกาและอินเดีย ซึ่งคุณจะได้พบทั้งเต่ายักษ์จากยุคโบราณ ต้นโคโคเดอลาแมร์ (มะพร้าวทะเล) และด่ำดิ่งลงไปสัมผัสโลกใต้น้ำที่อุทยานทางทะเล

6. South Africa - ประเทศแอฟริกาใต้ (30 วัน)

ประเทศแอฟริกาใต้ อาจมีภาพลักษณ์ในด้านลบอยู่บ้างในย่านชุมชนแออัด ที่นักท่องเที่ยวอาจหวาดระแวงในเรื่องความปลอดภัย แต่อย่ามองแค่จุดด้อยเล็กๆ เพราะจุดเด่นในด้านการท่องเที่ยวของแอฟริกาใต้นั้น คุ้มค่าแก่การไปเยือนอย่างแน่นอน สำหรับผู้รักการท่องเที่ยวแนวซาฟารี ที่นี่เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่คุณจะเจอกับ Big Five ได้แก่ ช้างป่าแอฟริกัน เสือดาว สิงโต แรด และควายป่า ในอุทยานแห่งชาติ Kruger
ส่วนเมืองเคปทาวน์นั้น ในพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวจะมอบบรรยากาศแทบไม่ต่างจากประเทศทางยุโรปเลย คุณจะได้ดื่มด่ำไปกับการจิบไวน์ชั้นเลิศอีกแห่งของโลก หรือเดินทางไปตามเส้นทางริมทะเล ที่เต็มไปด้วยฉากแห่งทิวทัศน์ที่สวยงาม หรือออกไปท่องเที่ยวทางทะเลก็เป็นตัวเลือกที่ไม่ควรพลาด

5. Vanuatu - ประเทศวานูอาตู (90 วัน)

ประเทศหมู่เกาะที่รวมกันเกือบร้อยแห่งในทะเลแปซิฟิก มีภูมิประเทศแบบเกาะแก่ง ผืนน้ำทะเลเขตร้อน ที่งดงามทั้งจากการมองด้วยตาเปล่า หรือด่ำดิ่งลงไปสัมผัสความมหัศจรรย์ใต้สมุทร และสัมผัสวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย
หมู่เกาะแห่งนี้เสมือนดินแดนของผู้ตั้งใจไปเยือนอย่างแท้จริง ธรรมชาติของหมู่เกาะต่างๆจึงมีความสมบูรณ์ ชนิดที่ยังมีเกาะรกร้างสวยๆ ไร้สิ่งก่อสร้างใดๆ หลงเหลือให้คุณได้สำรวจแบบนักเดินทางในยุคบุกเบิก

4. Ecuador - ประเทศเอกวาดอร์ (90 วัน)

ประเทศเอกวาดอร์คือ ดินแดนที่หลากหลายไปด้วยการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นนักผจญภัย นักเดินป่า เที่ยวเชิงเรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่นผสมกลิ่นอายยุคอาณานิคม หรือสัมผัสเกาะลึกลับที่เสมือนมรดกตกทอดมาจากยุคดึกดำบรรพ์ และสัมผัสการล่องเรือออกไปหมู่เกาะกาลาปากอส ดินแดนอดีตกาลที่เต็มไปด้วยสายพันธุ์พืชและสัตว์หายากจากอดีตที่ยังใช้ชีวิตอยู่ได้ราวกับไม่ยุ่งเกี่ยวกับวันเวลาของโลกปัจจุบัน

3. Chile - ประเทศชิลี (90 วัน)

ถ้าคุณหลงใหลการเดินทางที่มีกลิ่นอายผจญภัย เดินป่า ท่ามกลางธรรมชาติที่ชวนตื่นตะลึง ประเทศชิลีย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะมาก ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งสำหรับผู้ไปเยือนคงเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากอุทยานแห่งชาติ Torres Del Paine ซึ่งโด่งดังในระดับโลก หรือแนวเทือกเขากอร์ดิเยร่าที่ปกคลุมด้วยสีขาวของหิมะ ตัดกับทัศนีภาพของผืนน้ำสีฟ้าสด ผืนป่าเขียวขจี หรือทุ่งหญ้าที่มีสัตว์ประจำถิ่นอย่างตัวกวานาโค เดินเล็มหญ้าอย่างสบายอารมณ์ ก็นับว่าคุ้มค่าแก่การเดินทางข้ามทวีปไปเยือนแล้ว

2. Panama - ประเทศปานามา (180 วัน)

ปานามา เรียกได้ว่าเป็นดินแดนสองทวีปอีกประเทศหนึ่งได้เลย เพราะภูมิศาสตร์ของประเทศปานามา เชื่อมต่อระหว่างคอสตาริกากับโคลัมเบีย วัฒนธรรมของผู้คนชาวปานาเมียนจึงผสานระหว่างประเทศละตินและอเมริกากลางเข้าไว้ด้วยกันได้อย่างกลมกลืน มีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สุดคือ การสำรวจเมืองปานามาซิตี้ บรรยากาศแบบเมืองริมทะเลเขตร้อน และพลาดไม่ได้กับการไปล่องเรือในคลองปานามา คลองชื่อดังที่มีความสำคัญในการเชื่อมเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีความยาวเกือบร้อยกิโลเมตร

1. Georgia - ประเทศจอร์เจีย (365 วัน)

จอร์เจีย อดีตดินแดนรัสเซีย ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศปลายทางทวีปยุโรปที่คนไทยไปเยือนได้แบบไม่ง้อวีซ่า แถมยังมีระยะเวลาให้เที่ยว ได้ยาวนานถึง 1 ปีเลยทีเดียว
เอกลักษณ์เด่นของดินแดนยุโรปตะวันออก ก็ยังเป็นจุดแข็งในด้านวัฒนธรรมผสานผสมแบบยูเรเชียน มีกลิ่นอายแบบเอเชีย ปรากฏในสถาปัตยกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิหารเก่าแก่ ป้อมปราการ โรงอาบน้ำโบราณ
และที่พลาดไม่ได้คือ เมืองหลวง Tbilisi เป็นเมืองที่สวยงามโอบล้อมด้วยแนวเทือกเขาคอเคซัส มีอารยธรรมจากอดีตหลงเหลือไว้ให้ชมอยู่ทั่วเมือง

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับ 10 ประเทศที่นักท่องเที่ยวชาวไทยอย่างเราไม่ต้องขอวีซ่าก็สามารถไปเที่ยวได้ สำหรับใครที่ท่องเที่ยวประเทศยอดฮิตกันจนเบื่อแล้ว อยากให้ลองไป 10 ประเทศนี้ดูนะครับ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอนครับ

Author

Thumb lg 50173a75 0aca 45a4 8147 38dc1eda2981

Boomerang

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!