Ploynil Chitima 2560/03/06 16:45
Thumb lg must go

สวยฟิน! 10 สถานที่ท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่ควรไปสักครั้งก่อนตาย และก่อนจะสายเกินไป!

2080 Spice

มีสถานที่อีกมากมายในโลกที่เราไม่เคยได้ไปสัมผัส ซึ่งหลายที่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตของนักท่องเที่ยวมากมาย ทว่าหากมัวชักช้าล่ะก็ อาจสายเกินจะไปเยือนก็ได้

travel Tour worldwide Attractions

โลกใบนี้กว้างใหญ่พอจะทำให้เราสามารถใช้ตลอดชีวิตของเรา เดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ มากมายได้ไม่รู้จบ หากแต่ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวสวยงามควรค่าแก่การไปเยือนอีกหลายแห่ง ที่ไม่ได้มีช่วงเวลาที่เหลืออยู่เพียงพอจะให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเยี่ยมชมได้ตลอดกาล

เหล่านี้คือ 10 อันดับสถานที่ท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่พวกเราทุกคนควรไปเยือนก่อนตาย และก่อนจะสายเกินไป เพราะเมื่อถึงวันนั้นอาจไม่มีสถานที่เหล่านี้หลงเหลือให้พวกเราได้ชื่นชมกันอีกแล้วก็ได้

10. หมู่เกาะกาลาปาโกส (Galápagos Islands) / ประเทศเอกวาดอร์ (Ecuador)

หมู่เกาะกาลาปาโกสเป็นหมู่เกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งนับเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าวิจัยทางด้านธรณีวิทยา สัตววิทยา และนิเวศวิทยาสำคัญแห่งหนึ่งของโลกเลยก็ว่าได้

ที่นี่ประกอบด้วยเกาะหลักทั้งหมด 18 เกาะ เกาะเล็ก 3 เกาะ พร้อมเกาะขนาดเล็กมากและโขดหินกลางทะเลอีกราว 170 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 7,994 ตารางกิโลเมตร และครอบคลุมพื้นที่ในทะเล 59,500 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็นพันธุ์สัตว์หายากได้ถึง 9,000 กว่าชนิดเลยทีเดียว อีกทั้งบางชนิดยังสามารถพบเห็นได้เฉพาะที่นี่ที่เดียวอีกด้วย

ปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ระบบนิเวศของหมู่เกาะกาลาปาโกสถูกทำลายลงเรื่อยๆ เริ่มมีการนำสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายมาใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นกับร้านอาหาร โรงแรมที่พัก รวมไปถึงรถรายวดยานพาหนะ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนทำให้ที่นี่เสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ

9. หมู่เกาะมัลดีฟส์ (Maldives) / สาธารณรัฐมัลดีฟส์ (Republic of Maldives)

หมู่เกาะปะการังจำนวนกว่า 1,200 เกาะ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดียและศรีลังกา ล้อมรอบด้วยทะเลสีครามของมหาสมุทรอินเดีย ท่ามกลางสัตว์น้ำมากมายที่แหวกว่ายไปมาอยู่ภายใต้ผืนน้ำที่ใสราวกับกระจก เรียงรายด้วยรีสอร์ทสุดโรแมนติกที่ไม่ว่าใครก็อยากไปสัมผัสสักครั้งในชีวิต

ในสภาพอากาศของเขตร้อนชื้น บนพื้นที่ดินโดยรวมเพียง 300 ตารางกิโลเมตร อีกทั้งยังมีประชากรอาศัยอยู่เพียง 1 ใน 6 ของจำนวนเกาะ หรือประมาณ 200 เกาะ และมีเกาะที่ได้รับการพัฒนาเป็นโรงแรมสำหรับนักท่องเที่ยวจำนวน 74 เกาะ

หมู่เกาะแห่งนี้มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียงแค่ 1 เมตรกว่า (หรือประมาณ 3.3 ฟุต) โดยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่ต่ำที่สุดในโลก จึงมีการคาดการณ์กันว่ามัลดีฟส์จะจมลงใต้บาดาลไปตลอดกาล ภายในระยะเวลา 100 ปีนับจากนี้

8. เกรตแบร์ริเออร์รีฟ (Great Barrier Reef) / ออสเตรเลีย (Australia)

แนวปะการังที่ได้รับการบันทึกว่ามีความยาวมากที่สุดในโลก คือกว่า 2,000 กิโลเมตร ท่ามกลางฝูงปลาน้อยใหญ่นานาชนิด โดยที่นี่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศออสเตรเลีย บริเวณตอนใต้ของทะเลคอรัลตั้งแต่แหลมยอร์ก (Cape York) ทางทิศเหนือของรัฐควีนส์แลนด์ ลงมาจนถึงบันดะเบอร์ก (Bundaberk) ครอบคลุมพื้นที่ 215,000 ตารางไมล์

ที่นี่มีทั้งปะการังชนิดอ่อนและชนิดแข็งกว่า 350 ชนิด รวมไปถึงพันธุ์ปลาและสิ่งมีชีวิตในทะเลต่างๆ อีกกว่า 1,500 ชนิด จนได้รับการคัดเลือกเป็นมรดกโลก จากทั้งพันธุ์สัตว์หายากที่ตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์และความหลากหลายทางธรณีวิทยา ชีววิทยา

ความเจริญของระบอุตสาหกรรมก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำ ตั้งแต่คราบน้ำมันในทะเลที่ก่อให้เกิดปริมาณกรดในน้ำทะเลเพิ่มขึ้นในปริมาณที่สูงเกินมาตรฐาน เสี่ยงต่อปัญหาปะการังฟอกขาว และส่งกระทบต่อสัตว์ทะเลเป็นลูกโซ่ จนอาจไม่มีแนวปะการังสวยๆ ให้เราได้ชมกันภายใน 100 ปีนับจากนี้

7. เวนิส (Venice) / อิตาลี (Italy)

เวนิส หรือ เวเนเซีย เป็นเมืองหลวงของแคว้นเวเนโต ประเทศอิตาลี เจ้าของหลากหลายฉายา อาทิ ราชินีแห่งทะเลเอเดรียติก (Queen of the Adriatic), เมืองแห่งสายน้ำ (City of Water), เมืองแห่งสะพาน (City of Bridges) และเมืองแห่งแสงสว่าง (The City of Light)

ที่นี่ถูกสร้างขึ้นจากการเชื่อมเกาะเล็กๆ จำนวนมากเข้าไว้ด้วยกันในบริเวณทะเลสาบเวนิเทีย อันเป็นส่วนหนึ่งของทะเลเอเดรียติกทางภาคเหนือของอิตาลี จึงมีสัญลักษณ์เป็นคูคลองน้อยใหญ่ รวมไปถึงเรือกอนโดลาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของที่นี่เท่านั้น

เวนิสถูกคาดการณ์ว่าจะกลายเป็นเพียงเมืองใต้บาดาลในอีกไม่นานนี้ เนื่องจากปริมานนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี และระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว ซึ่งทำให้ที่นี่ต่ำว่าระดับน้ำทะเล 9 นิ้วแล้วในปัจจุบัน และอีกเพียง 70 ปี เราอาจจะต้องสูญเสียเมืองท่องเที่ยวแห่งนี้ให้กับสายน้ำไปตลอดกาล

6. เดดซี (The Dead Sea) / จอร์แดนและอิสราเอล (Jordan and Israel)

ทะเลสาบน้ำเค็มที่ได้รับฉายาว่าทะเลมรณะ ตั้งอยู่ระหว่างรอยต่อของประเทศจอร์แดนและอิสราเอล มีความเข้มข้นของเกลือสูงมาก จนทำให้คนและสิ่งของต่างๆ สามารถลอยอยู่เหนือน้ำได้อย่างสบายๆ อีกทั้งยังทำให้หาสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ที่นี่ได้ยากเต็มที

ทะเลเดดซีอยู่ในเขตพื้นที่ทะเลทราย มีปริมาณฝนน้อยและไม่สม่ำเสมอ เพียงประมาณ 65 มิลลิเมตรต่อปีเท่านั้น อีกทั้งยังไม่มีทางออกสู่ทะเลแห่งอื่นเลย

ที่นี่มีการระเหิดของน้ำอยู่ตลอดเวลา ทำให้ระดับน้ำในทะเลสาบลดปริมาณลงไปเป็นอย่างมากถึง 1 ใน 3 ของปริมาณน้ำที่เคยมี พวกเราจึงอาจมีเวลาเดินทางไปยังสถานที่แห่งนี้ได้อีกเพียง 50 ปีนับจากนี้เท่านั้น

5. เทือกเขาแอลป์ (The Alps) / ยุโรป (Europe)

เทือกเขาแอลป์ เป็นเทือกเขาที่ใหญ่สุดของทวีปยุโรป โดยครอบคลุมพื้นที่หลายๆ ประเทศในแถบยุโรป ตั้งแต่ออสเตรีย , อิตาลีและสโลวีเนียฝั่งตะวันออก ไปจนถึงสวิตเซอร์แลนด์ , ลิกเตนสไตน์ , เยอรมนี และฝรั่งเศสฝั่งตะวันตก จนได้รับฉายาว่าหลังคาของทวีปยุโรป ซึ่งส่วนที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป์ คือ ยอดเขามองต์บลังก์บริเวณชายแดนฝรั่งเศสกับอิตาลี

อุณหภูมิของโลกที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์เริ่มละลายและคงหายไปในที่สุด ตราบใดที่ปัญหาโลกยังทวีความรุนแรงขึันเรื่อยๆ เราคงมีเวลาเฝ้ามองเทือกเขาแห่งนี้อีกเพียงแค่ 40 ปีเท่านั้น

4. เกาะมาดากัสการ์ Madagascar / มาดากัสการ์ (Republic of Madagascar)

เกาะมาดากัสการ์ทางตะวันออกของทวีปแอฟริกาท่ามกลางผืนน้ำของมหาสมุทรอินเดีย มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 4 ของโลก พร้อมพันธุ์สัตว์หายากมากมาย ซึ่งกว่า 80% เป็นสัตว์ที่ค้นพบได้ที่นี่ที่เดียวเท่านั้น

ที่นี่ได้รับฉายาว่า "ทวีปที่ 8 ของโลก" จากความหลากหลายของพืชและสัตว์ ซึ่งเป็นเแกลักษณ์ถึงขั้นถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์การ์ตูนเรื่อง มาดากัสการ์ ในปี ค.ศ. 2005 นั่นเอง

จำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้การตัดไม้ทำลายป่าเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ป่าแห่งมาดากัสการ์หายไปกว่า 100,000 ตารางไมล์ภายในเวลาไม่กี่ปี ส่งผลต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในอาณาบริเวณนี้ และคาดว่าที่นี่จะสูญเสียเอกลักษณ์ของเกาะไปตลอดกาลภายในระยะเวลา 35 ปี

3. อุทยานแห่งชาติการัมบ้า (Garamba National Park) / คองโก (Congo)

อุทยานแห่งชาติการัมบ้า ตั้งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศคองโก โดยได้รับการจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1938 อีกทั้งยังได้รับการยกฐานะให้เป็นมรดกโลก (World Heritage Side) จากองค์การ UNESCO ในปี ค.ศ.1980 อีกด้วย

ที่นี่เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของพันธุ์สัตว์หายาก รวมไปถึงต้นไม้หายากนานาชนิด ในอาณาบริเวณพื้นที่กว่า 10 ล้านเอเคอร์เลยทีเดียว

การบุกรุกแผ้วถางทำลายป่าของมนุษย์ ส่งผลให้ที่นี่จะมีผืนป่าให้ความชุ่มชื้นแก่โลกและทุกสรรพสิ่งไปได้อีกเพียงแค่ไม่ถึง 25 ปีเท่านั้น

2. อุทยานแห่งชาติกลาเซียร์ (Glacier National Park) / รัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา (Montana USA)

อุทยานแห่งชาติกลาเซียร์เป็นที่รู้จักกันในอีกชื่อหนึ่งคือ อุทยานแห่งธารน้ำแข็งและทุ่งหญ้าแอลไพน์ โดยภายใต้อุทยานแห่งนี้มีทั้งป่าทึบ ภูเขาสูงชันบ้างขรุขระบ้าง รวมไปถึงน้ำตก ธารน้ำแข็ง และทะเลสาบมากมาย

อีกทั้งยังมีการควบรวมระหว่างสองอุทยาน คือ อุทยานแห่งชาติวอเตอร์ตันเลกส์ในรัฐแอลเบอร์ตา ประเทศแคนาดา กับอุทยานแห่งชาติเกลเชอร์ในรัฐมอนแทนา สหรัฐอเมริกา และตั้งชื่อใหม่อย่างเป็นทางการว่า อุทยานสันติภาพนานาชาติวอเตอร์ตัน-เกลเชอร์

ธารน้ำแข็งจำนานราว 150 แห่ง ได้ละลายหายไปกว่า 120 แห่งแล้ว และมีธารน้ำแข็งเหลืออยู่เพียง 24 แห่งในเวลานี้เท่านั้น โดยการละลายของธารน้ำแข็งนั้น ย่อมส่งผลต่อระบบนิเวศของสิ่งที่ชีวิตต่างๆ โดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

1. ทัชมาฮาล (Taj Mahal) / อินเดีย (India)

ทัชมาฮาลอนุสรณ์แห่งความรักในประเทศอินเดีย เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่ได้รับการคัดเลือก และได้รับการขนานนามว่าเป็นสถาปัตกรรมที่สวยที่สุดในโลก โดยเป็นสุสานที่สร้างขึ้นจากหินอ่อนด้วยสถาปัตยกรรมแบบโมกุล อีกทั้งยังได้รับการคัดเลือกให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี พ.ศ. 2526 อีกด้วย

อนุสรณ์สถานแห่งนี้มีแนวโน้มจะถูกปิดไม่ให้สามารถเข้าเยี่ยมชมด้านในได้ นอกจากเก็บภาพจากตัวอาคารด้านนอกเท่านั้น ภายในระยะเวลา 5 ปีนี้ เนื่องจากปริมาณนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อันส่งผลต่อตัวสถาปัตยกรรมโดยตรง

นอกจากท่องเที่ยวเพื่อการกระจายรายได้แล้ว การช่วยกันดูแลรักษาสถานที่ท่องเที่ยวให้ยังคงสภาพเดิมไว้ ก็เป็นหน้าที่ของพวกเราทุกๆ คนด้วย

เพื่อนๆ เล็งไว้หรือยังว่าจะไปเที่ยวไหนกันเอ่ย?

Preload

Author

Thumb lg 0c1d5d79 0482 479f b136 d0fdd48d4e23

Ploynil Chitima

นักเขียนตัวเล็กๆ

โพสคอมเม้นต์

Bt delete image

ถ้าคุณชอบบทความนี้ กด "Like"เลย!

มีบทความเด็ดๆแซ่บๆจากสไปซ์อีกเพียบ!